Categories
มือใหม่

วิธีใช้แอป LumaFusion สำหรับการตัดต่อวิดีโอบน iPad

สำหรับมือใหม่ที่ไม่รู้จะเริ่มตัดต่อวิดีโอจากไหนเราแนะนำให้ลองเลือกใช้อุปกรณ์ตัดต่อที่คุณมีอยู่แล้วอย่าง iPad ซึ่งในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันสำหรับตัดต่อวิดีโอให้ดาวน์โหลดมากมายอย่างแอป LumaFusion แอป Video Editor ที่ดีที่สุดบน iPad และได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อเทียบกับแอปประเภทเดียวกันในท้องตลาด ซึ่งตัวแอปมีฟีเจอร์พื้นฐานมากมายอย่างเช่น การแก้ไขแบบหลาย Layer, ใส่เอฟเฟกต์, ทรานซิชัน, เพิ่มข้อความต่าง ๆ และใส่เพลงประกอบ ถือว่ามีคุณสมบัติใกล้เคียงกับโปรแกรมตัดต่อชื่อดังอย่าง Adobe Premiere หรือ Adobe Rush เลยก็ว่าได้ แอป LumaFusion เป็นแอปที่ต้องเสียเงินซื้อแบบครั้งเดียวจบ ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแบบรายเดือน จึงเหมาะสำหรับนักตัดต่อมือใหม่ที่ต้องการแอปพลิเคชันดี ๆ ที่มีเครื่องมือที่หลากหลาย สำหรับวิธีใช้แอป LumaFusion ก็ไม่ได้ยากอย่างที่ทุกคนคิด ซึ่งคุณสามารถเรียนรู้วิธีการใช้แอปนี้ได้ในบทความนี้เลยค่ะ

วิธีใช้แอป LumaFusion สำหรับการตัดต่อวิดีโอบน iPad

วิธีใช้แอป LumaFusion สำหรับนักตัดต่อมือใหม่

1.การนำเข้าคลิปลงในแอป LumaFusion

เมื่อคุณได้ถ่ายทำฟุตเทจของคุณเรียบร้อยแล้ว และต้องการนำเข้าคลิปไปยังแอป LumaFusion แอปนี้รองรับรูปแบบไฟล์วิดีโอทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น MP4, M4V, Quicktime และอื่น ๆ นอกจากนี้ยังรองรับไฟล์เสียงและภาพมาตรฐานส่วนใหญ่ โดยกดปุ่มด้านบน 3 จุด แล้วเลือกแหล่งอินพุตของคุณ อาจจะรวมถึง iCloud Drive, Dropbox, Google Drive หรือที่จัดเก็บข้อมูลภายนอก เมื่อคุณนำเข้าคลิปแล้ว ก่อนทำการตัดต่อวิดีโอ ให้คุณสร้างโปรเจกต์ก่อน โดยแตะปุ่ม + ที่ด้านล่างของอินเทอร์เฟซ และตั้งชื่อโปรเจกต์ของคุณ จากนั้นคุณก็สามารถลากคลิปจากช่อง “นำเข้า” ลงในไทม์ไลน์ได้

2.ตัดแต่งและตัดต่อคลิปของคุณ

หากคุณต้องการตัดจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดของคลิป วิธีที่ง่ายที่สุดคือการลากจากปลายคลิปด้านใดด้านหนึ่งโดยใช้นิ้วหรือปากกาทัชสกรีน หากต้องการแบ่งคลิปตรงกลาง ให้แตะที่ใดก็ได้บนไทม์ไลน์แล้วเลื่อนไปทางซ้ายหรือขวา แถบเลื่อนจะอยู่ตรงกลางหน้าจอ ให้คุณเลือกจุดที่ต้องการแยกคลิปได้ เมื่อคุณเลือกได้แล้ว ให้กดที่ไอคอนกรรไกรที่ด้านล่างของหน้าจอ

3.การแก้ไขเสียง

การใช้เครื่องมือแก้ไขเสียงของ LumaFusion นั้น สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือแยกเสียงออกจากคลิปของคุณในไทม์ไลน์ก่อน จากนั้นเลือกช่องสัญญาณเสียงแล้วแตะไอคอนแก้ไข (รูปดินสอ) ที่ด้านล่างของหน้าจอ วิธีนี้จะแสดงตัวเลือกต่าง ๆ มากมาย เช่น เครื่องมือระดับเสียง การเลื่อนและการบิดเบือน

4.การส่งออกวิดีโอของคุณ

เมื่อคุณแก้ไขวิดีโอเสร็จแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการแชร์ สิ่งที่คุณต้องทำคือแตะปุ่มแชร์/ส่งออกที่ด้านล่างขวาของหน้าจอ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถส่งออกผลงานวิดีโอของคุณ และคุณยังสามารถบันทึกลงในม้วนฟิล์มของ iPad ไปยังไดรฟ์ iCloud หรือแม้แต่แชร์โดยตรงไปยัง YouTube หรือ Vimeo ได้

วิธีใช้แอป LumaFusion สำหรับการตัดต่อวิดีโอบน iPad

บทส่งท้าย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลข้างต้นเกี่ยวกับวิธีการใช้แอป LumaFusion นี้เป็นเพียงคุณสมบัติขั้นพื้นฐานที่ผู้ใช้งาน LumaFusion ควรทราบ ซึ่งแอปนี้มีคุณสมบัติที่น่าทึ่งอีกมากมายที่รอให้นักตัดต่อมือใหม่อย่างคุณไปลองสัมผัสด้วยตัวเองบน iPhone และ iPad แต่จะให้ได้ประโยชน์สูงสุด คุณจะต้องใช้หน้าจอที่ใหญ่ขึ้นของ iPad หากคุณต้องการดาวน์โหลดแอป LumaFusion ให้ไปที่ซื้อแอปได้ที่ App Store ในราคา 980.67 บาท ขอบอกเลยว่าแค่คุณมีแอป LumaFusion บน iPad คุณก็สามารถตัดต่อวิดีโอเองได้ง่าย ๆ อย่างสมบูรณ์แบบ

ผู้สนับสนุน: ไฮโลไทย แทงไฮโลออนไลน์ เว็บตรง ได้เงินจริง HILO-88.COM

Categories
เทคนิค

วิธีการเพิ่มฟอนต์ตัวอักษรที่แปลกใหม่ ในโปรแกรม Photoshop บน Windows

การเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการเพิ่มฟอนต์ตัวอักษรในโปรแกรม Photoshop ถือเป็นทักษะพื้นฐานที่นักตัดต่อทุกคนควรทราบ เนื่องจากในกระบวนการออกแบบเกือบทุกการทุกผลงานต้องมีการเพิ่มข้อความ ซึ่งตอนนี้โปรแกรม Photoshop มีฟีเจอร์ที่ช่วยให้คุณสามารถใส่ข้อความลงในรูปได้ ที่สำคัญมีมีฟอนต์สวย ๆ ให้เลือกใช้มากมาย แต่ถ้าคุณต้องการเพิ่มเพิ่มฟอนต์ตัวอักษรที่แปลกใหม่ เข้าไปใน Photoshop ก็สามารถทำได้ด้วยวิธีง่าย ๆ เพียงแค่ทำตามขั้นตอนในบทความนี้ คุณก็จะได้ฟอนต์ตัวอักษรที่แปลกใหม่และช่วยให้คุณสามารถสร้างผลงานการออกแบบที่สร้างสรรค์ได้มากขึ้น

วิธีการเพิ่มฟอนต์ตัวอักษรที่แปลกใหม่ ในโปรแกรม Photoshop บน Windows

วิธีการเพิ่มฟอนต์ตัวอักษรในโปรแกรม Photoshop บน Windows

สำหรับวิธีการเพิ่มฟอนต์ในโปรแกรม Photoshop คุณสามารถดาวน์โหลดฟอนต์จากไลบรารีออนไลน์และเปิดใช้งานฟอนต์ใน Photoshop รวมถึงตรวจสอบปัญหาสิทธิ์การใช้งานที่อาจมาพร้อมกับฟอนต์นั้นด้วยการลงชื่อเข้าใช้ Adobe Creative Cloud เพื่อเริ่มต้นใช้งาน Photoshop รวมถึงเข้าถึงไลบรารีแบบตัวอักษรขนาดใหญ่ที่มีให้ใน Adobe Fonts ซึ่งคุณสามารถเรียนรู้วิธีการเพิ่มฟอนต์ตัวอักษรในโปรแกรม Photoshop บน Windows ได้ด้วยวิธีด้านล่างนี้

1.ค้นหาและดาวน์โหลดฟอนต์ : มีเว็บไซต์ออนไลน์มากมายที่ให้คุณสามารถเลือกแบบฟอนต์ได้หลากหลาย เราแนะนำให้ใช้ตัวตัวเลือกการกรองเพื่อเน้นไปที่สไตล์ที่คุณต้องการ นอกจากนี้คุณยังสามารถดาวน์โหลดแบบฟอนต์จาก Microsoft Store เพียงแค่คลิกที่ปุ่มดาวน์โหลดและปิดแอปที่ใช้งานอยู่

2.ค้นหาไฟล์ฟอนต์ในคอมพิวเตอร์ของคุณ : เปิดโฟลเดอร์ดาวน์โหลดแล้วเลื่อนลงไปที่ไฟล์ฟอนต์ที่เพิ่มล่าสุด หากโฟลเดอร์ถูกซิปให้คลิกขวาและเลือก Extract All… เพื่อเข้าถึงไฟล์ทั้งหมด OTF และ TTF เป็นนามสกุลไฟล์ฟอนต์ทั่วไป

3.การติดตั้งฟอนต์ : โดยทั่วไปใน Photoshop บน Windows มีตัวเลือกในการติดตั้งฟอนต์ โดยมีทั้งหมด 3 ตัวเลือก ดังนี้

วิธีการเพิ่มฟอนต์ตัวอักษรที่แปลกใหม่ ในโปรแกรม Photoshop บน Windows

ตัวเลือก 1 : คลิกขวาที่ไฟล์ฟอนต์แล้วคลิกติดตั้ง หลังจากนั้นฟอนต์ของคุณก็จะสามารถใช้ได้กับทุกแอปพลิเคชันบนคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่แค่เพียง Photoshop เท่านั้น

ตัวเลือก 2 : ไปที่ Photoshop คลิกที่ Menu > Control Panel > Appearance and Personalisation > Fonts เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถคัดลอกและวางไฟล์ฟอนต์ใหม่ลงในรายการฟอนต์ที่เปิดใช้งานได้

ตัวเลือก 3 : หากต้องการใช้ Font Management Utility โปรดดูเอกสารประกอบสำหรับคำแนะนำในการเพิ่มและเปิดใช้งานฟอนต์

วิธีการเพิ่มฟอนต์ตัวอักษรที่แปลกใหม่ ในโปรแกรม Photoshop บน Windows

วิธีเลือกฟอนต์ในโปแกรม Photoshop

หลังจากดาวน์โหลดฟอนต์ และเพิ่มฟอนต์ที่พร้อมใช้งานบนคอมพิวเตอร์ของคุณเรียบร้อยแล้ว ให้เปิดโปรแกรม Photoshop และเลือกในแท็บตัวอักษร หากคุณต้องการเพิ่มเอฟเฟกต์ข้อความของ Photoshop คุณอาจต้องแรสเตอร์ข้อความ เพื่อทำให้เป็นรูปภาพบิตแมปพิกเซลที่แก้ไขได้ และควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณพอใจกับข้อความของคุณก่อนหรือไม่ เพราะหลังจากขั้นตอนนี้คุณจะไม่สามารถแก้ไขข้อความได้อีก อย่างไรก็ตามแม้ว่าไลบรารีฟอนต์ฟรีอาจดูเหมือนเป็น สิ่งที่ไร้ขีดจำกัด แต่คุณก็ควรพิจารณาถึงสิทธิ์การใช้งานที่ซ่อนไว้ก่อน เนื่องจากฟอนต์ทุกตัวถือเป็นซอฟต์แวร์ที่มีเจ้าของ จึงต้องมีข้อตกลงสิทธิ์การใช้งานบางอย่าง ดังนั้นคุณควรตรวจสอบข้อตกลงของใบอนุญาตสำหรับผู้ใช้ก่อนนำมาใช้กับผลงานของคุณ

Categories
เทคนิค

ปรับขนาดรูปภาพด้วยโปรแกรม Photoshop โดยไม่ทำให้ความละเอียดของรูปภาพเสีย

วิธีการปรับขนาดรูปภาพด้วยโปรแกรม Photoshop โดยไม่ทำให้ความละเอียดของรูปภาพเสีย

ความรู้เกี่ยวกับวิธีการปรับขนาดรูปภาพในโปรแกรม Photoshop ถือเป็นทักษะพื้นฐานที่นักออกแบบ หรือช่างภาพทุกคนควรรู้ เพราะก่อนที่คุณจะทำการอัปโหลดรูปภาพไปยังเว็บไซต์ หรือเตรียมสั่งพิมพ์ สิ่งสำคัญคือ คุณต้องรู้จักกำหนดขนาดของรูปภาพที่ถูกต้อง ซึ่งสมัยนี้ถือว่าโชคดีอย่างมากที่ Photoshop โปรแกรมแต่งรูปที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลกมีเครื่องมือมากมายที่สามารถช่วยทำให้รูปภาพของคุณมีขนาดภาพที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งบทความนี้จะพาคุณไปเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการปรับขนาดรูป Photoshop พร้อมอธิบายวิธีการที่จะช่วยให้คุณจัดการทำขนาดรูปภาพได้ง่าย ๆ

วิธีการปรับขนาดรูปภาพในโปรแกรม Photoshop เพื่อให้ได้ขนาดรูปภาพที่เหมาะสม

วิธีการที่นักออกแบบ หรือช่างภาพหลายคนเลือกใช้ในการปรับขนาดรูปภาพใน Photoshop คือ การปรับขนาดภาพที่เหมาะสมด้วยเครื่องมือภายใต้คำสั่ง Image > Image Size ในแถบเมนู แต่ก่อนที่จะเริ่มปรับขนาดภาพ คุณควรทราบก่อนว่าคุณต้องการรูปภาพที่มีขนาดเท่าไร เช่น Width/Height ของรูปภาพ เมื่อคุณปรับขนาดภาพแล้ว คุณอาจสังเกตเห็นว่าความละเอียดของรูปภาพนั้นลดลง ซึ่งหมายความว่าการปรับขนาดภาพมีความเกี่ยวข้องกันกับความละเอียดในรูปภาพ และเมื่อเริ่มพูดถึงความละเอียดของรูปภาพ หลายคนมักเกิดความสับสนในแง่ของความหนาแน่นของพิกเซล ซึ่งใน Photoshop จะแสดงเป็น ppi (พิกเซลต่อนิ้ว)

ความละเอียดของภาพใน Photoshop

วิธีการปรับขนาดรูปภาพด้วยโปรแกรม Photoshop โดยไม่ทำให้ความละเอียดของรูปภาพเสีย

ความจริงแล้วคุณภาพรูปภาพที่สำบูรณ์แบบใน Photoshop นั้นจะขึ้นอยู่กับความละเอียดของภาพที่ต้องมีความสัมพันธ์กับขนาดของภาพ นั่นหมายความว่า ความละเอียดภาพที่สูงจะทำให้รูปภาพมีความคมชัดขึ้น เมื่อขนาดของรูปภาพเพิ่มขึ้น ppi สัมพัทธ์จะลดลง นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพิมพ์ โดยที่ ppi จะกำหนดจำนวนจุดที่ใช้หมึกต่อนิ้ว (มักเรียกว่า dpi) 

ยกตัวอย่างเช่น รูปภาพขนาด 1 นิ้วคูณ 1 นิ้วที่มีความละเอียด 100 ppi หากเพิ่มขนาดของรูปภาพนี้เป็น 10 นิ้วคูณ 10 นิ้ว จะทำให้ ppi ลดลงเหลือ 10 หากใช้รูปภาพขนาดนี้ต่อไป รูปภาพจะมีพิกเซลเพียง 10 พิกเซลต่อนิ้ว และจะมีลักษณะเป็นพิกเซลและมีขอบหยัก ที่สำคัญคุณสามารถสร้างภาพให้เล็กลงได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ แต่คุณจะประสบปัญหาเมื่อต้องการทำให้ภาพใหญ่ขึ้น

หากคุณจะส่งภาพไปพิมพ์ เราขอแนะนำให้ใช้ dpi 300 ถึงแม้ว่าจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของภาพและขนาดที่คุณจะพิมพ์ แต่รูปภาพ 300dpi เหมาะสำหรับหน้า A4 และคุณสามารถใช้ dpi ที่ต่ำกว่านี้ได้สำหรับป้ายโฆษณา เนื่องจากผู้คนจะดูจากที่ไกลออกไป

สำหรับรูปภาพดิจิทัล ตัวเลขที่สำคัญที่สุดคือจำนวนพิกเซลในภาพมากกว่าความหนาแน่น ไม่ว่าความหนาแน่นของพิกเซลจะเป็นอย่างไรก็ตาม รูปภาพขนาด 500px คูณ 500px จะเป็น 500px คูณ 500px เสมอ

อย่างไรก็ตามคุณจะสังเกตเห็นว่าการเปลี่ยนความสูง ความกว้าง หรือความละเอียดของรูปภาพ จะเป็นการเปลี่ยน 2 ค่าตามสัดส่วน แต่จำนวนพิกเซลทั้งหมดในรูปภาพจะไม่เปลี่ยนแปลง หากคุณจะเตรียมการพิมพ์ ให้ใส่ความละเอียดที่ต้องการลงในช่องตัวเลข ความกว้างและความสูงที่ได้จะแสดงขนาดสูงสุดที่รูปภาพของคุณสามารถใช้ได้

Categories
เทคนิค

การตัดต่อวิดีโอแบบ Match Cut จากภาพช็อตหนึ่งไปยังภาพอีกช็อตหนึ่งอย่างมืออาชีพ 

การตัดต่อวิดีโอแบบ Match Cut จากภาพช็อตหนึ่งไปยังภาพอีกช็อตหนึ่งอย่างมืออาชีพ 

ผู้สร้างภาพยนตร์มืออาชีพหลายคนจะถ่ายวิดีโอทั้งหมดไว้ก่อนแล้วค่อยนำมาทำการตัดต่อวิดีโอในโปรแกรมตัดต่อภายหลัง นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องวางแผนล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะได้ฟุตเทจที่จำเป็นทั้งหมดอย่างครบถ้วน ซึ่งในกระบวนการตัดต่อวิดีโอที่ต้องใช้การวางแผนแบบนี้จำเป็นต้องใช้เทคนิคการตัดต่อแบบ Match Cut จากภาพช็อตหนึ่งไปยังภาพอีกช็อตหนึ่ง ซึ่งในบทความนี้เราจะพูดถึงเทคนิคการตัดต่อวิดีโอ Match Cut ที่นักตัดต่อวิดีโอหรือผู้สร้างภาพยนตร์มืออาชีพหลายคนเลือกใช้ 

เทคนิคการตัดต่อวิดีโอแบบ Match Cut

การตัดต่อวิดีโอแบบ Match Cut จากภาพช็อตหนึ่งไปยังภาพอีกช็อตหนึ่งอย่างมืออาชีพ 

Match Cut เป็นการตัดต่อวิดีโอที่จับคู่ฉากจากช็อตหนึ่งไปอีกช็อตหนึ่ง โดยที่องค์ประกอบของฉากเริ่มต้นกับฉากถัดไปนั้นจะต้องเข้ากันได้และมีความต่อเนื่อง สอดคล้องกับตรรกะของการกระทำไม่ว่าจะด้วยภาพหรือเสียง ยกตัวอย่างฉากการต่อสู้ที่ดุเดือดไปจนถึงภาพพระอาทิตย์ตกดินในภาพยนตร์เรื่อง Lawrence of Arabia เป็นการตัดต่อ Match Cut ที่ให้ความรู้สึกลื่นไหลไปกับฉากนั้น
ซึ่งการตัดต่อวิดีโอแบบ Match Cut ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงวิดีโอการเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่มันยังสามารถใช้เพื่อแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงทางกาลเวลาได้เช่นกัน หรือสามารถใช้เชื่อมต่อรูปร่างที่คล้ายคลึงกันกับองค์ประกอบเฟรมเดียวกันได้ ส่วนในเรื่องของเทคนิคการตัดต่อวิดีโอแบบ Match Cut มีอยู่ 2 แบบ โดยแบบแรกเราเรียกว่า “direct” เป็นการจับคู่ภาพหรือเสียงกับเฟรมถัดไป และสามารถใช้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ตรงไปตรงมา ส่วนอีกแบบคือ “expected” เป็นสิ่งที่เราคาดหวังจากฉากที่จะเกิดขึ้นถัดไป ซึ่งทั้ง 2 แบบนี้ส่วนใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งการจับคู่เสียงและการจับคู่ภาพ

การจับคู่เสียงและการจับคู่ภาพ

หลายคนคงทราบกันดีว่าการตัดต่อวิดีโอมีองค์ประกอบหลัก ๆ ที่สำคัญ คือ เสียงและภาพ สำหรับการตัดต่อแบบ Match Cut เทคนิคการจับคู่เสียงและการจับคู่ภาพถือว่ามีความสำคัญอย่างมากในการทำให้วิดีโอของคุณนั้นสมบูรณ์แบบ

การจับคู่เสียง : แบ่งเป็นเสียงบทสนทนา/พูด และเสียง Sound สำหรับเสียงบทสนทนาจะเกิดขึ้นเมื่อตัวละครหรือผู้บรรยายกำลังพูดและการตัดต่อจะทำระหว่างคำสองคำที่เหมือนกัน โดยตัวละคร A กำลังอ่านโน้ตหรือจดหมายที่เขียนโดยตัวละคร B จากนั้นจะตัดไปเป็นเสียงของตัวละคร B ที่อ่านโน้ตหรือจดหมายเดียวกันโดยเริ่มจากคำหรือประโยคเดียวกัน ส่วนการตัด Match Cut เสียง Sound ะเกี่ยวกับการจับคู่เสียงที่เกิดขึ้นในทั้ง 2 ช็อต หรือที่เรียกว่าสะพานเสียง อาจเป็นเสียงเดียวกันหรือเสียงบางอย่างที่กลมกลืนกับคลิปถัดไปที่คุณกำลังเปลี่ยน

การจับคู่ภาพ : แบ่งเป็นเฟรม/องค์ประกอบ และการกระทำภายในเฟรม การตัดต่อ Match Cut แบบเฟรม/องค์ประกอบต้องใช้รายละเอียดและตำแหน่งของวัตถุในเฟรมให้ตรงกัน ส่วนการตัด Match Cut แบบการกระทำภายในเฟรม คือการตัดต่อการกระทำภายในเฟรมทั้ง 2 เฟรมให้ตรงกันโดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานที่หรือเวลาเดียวกัน หรือแม้แต่ในกรอบ/องค์ประกอบเดียวกัน

สนับสนุนโดย: ไฮโลไทย ไฮโลไทยเว็บตรง ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ เล่นง่าย ผ่านมือถือ ตลอด 24 ชม. HILO-88.COM

Categories
เสียง

วิธีใส่เพลงในวิดีโอง่าย ๆ ด้วยโปรแกรม VideoStudio

คุณรู้หรือไม่? ว่ากระบวนการตัดต่อวิดีโอที่สมบูรณ์แบบนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือวิธีใส่เพลงประกอบวิดีโอ เนื่องจากเสียงเพลงประกอบวิดีโอนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยกระตุ้นความรู้สึกและอารมณ์ของผู้ชม ซึ่งเสียงเพลงถือเป็นตัวกำหนดมู้ดและโทนของวิดีโอได้ เช่น วิดีโอโฆษณาที่เรามักจะได้ยินเสียงคำบรรยาย เสียงเพลงประกอบ และเสียงซาวด์เอฟเฟกต์ที่ช่วยกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกได้อย่างชัดเจนทั้งตื่นเต้น สนุก เศร้า ดีใจ ซึ่งคุณสามารถเพิ่มเสียงเพลงประกอบในวิดีโอได้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมตัดต่อวิดีโอ เช่น VideoStudio และเมื่อคุณมีเพลงที่ต้องการเพิ่มแล้ว บทความนี้จะพาคุณไปพบกับวิธีง่าย ๆ สำหรับการเพิ่มเพลงลงในวิดีโอของคุณด้วยโปรแกรม VideoStudio 

4 Step วิธีใส่เพลงในวิดีโอง่าย ๆ ด้วยโปรแกรม VideoStudio

วิธีใส่เพลงในวิดีโอง่าย ๆ ด้วยโปรแกรม VideoStudio

สำหรับวิธีใส่เพลงในวิดีโอของคุณด้วยโปรแกรมตัดต่อวิดีโออย่างโปรแกรม VideoStudio นั้นมีขั้นตอนง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำตามกันได้ โดยเราได้รวบรวมขั้นตอนการใส่เพลงในวิดีโอของคุณด้วยโปรแกรม VideoStudio มาได้ทั้งหมด 4 Step ดังนี้

1.เริ่มเปิดโปรแกรม VideoStudio แล้วทำการเพิ่มวิดีโอ หรือรูปภาพ ที่คุณต้องการใส่เพลงลงในไทม์ไลน์ของโปรแกรม แล้วให้ลากและวางไฟล์เพลงที่ต้องการใส่ในวิดีโอลงในคลังของคุณ

2.VideoStudio ยังมีฟังก์ชั่นเสนอเพลงที่ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ให้แก่คุณ ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถใช้เพลงเหล่านั้นได้อย่างอิสระทั้งสำหรับการใช้งานส่วนตัวและเชิงพาณิชย์ โดยคุณสามารถเข้าถึงไลบรารีนี้ด้วยการไปที่บนแถบเครื่องมือไทม์ไลน์ แล้วคลิกปุ่มเพลงอัตโนมัติ คุณก็จะสามารถค้นหาและสำรวจเพลงและแทร็กต่าง ๆ ได้ โดยใช้รายการดรอปดาวน์ กด Play เพื่อดูตัวอย่างเพลงที่เลือก นอกจากนี้คุณยังสามารถเข้าถึงไลบรารีเพลงในแผงไลบรารีภายใต้เพลง ScoreFitter ซึ่งคุณสามารถนำเข้าซาวด์แทร็กจากไฟล์เนื้อหาของคุณเองเข้าไปยังห้องสมุดแล้วเพิ่มลงในไทม์ไลน์เองได้ ซึ่งแทร็ก ScoreFitter ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ตรงกับความยาวของโปรเจ็กต์วิดีโอของคุณโดยอัตโนมัติ หากต้องการเปิดใช้งานสิ่งนี้ ให้คลิกที่ ” Auto Trim ” ก่อนที่จะเพิ่มแทร็กในไทม์ไลน์ของคุณ

3.เมื่อคุณเลือกแทร็กเสียงที่ชอบจากเมนูไลบรารีเพลงอัตโนมัติได้แล้ว ให้เลือก “Add to Timeline” เพลงจะถูกเพิ่มลงในแทร็กเพลง และคุณสามารถลากเพลงไปยังตำแหน่งใหม่ในไทม์ไลน์และตัดแต่งได้โดยการลากที่จับด้านท้าย ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาของเพลงถูกปรับตามความยาวของคลิปวิดีโอโดยอัตโนมัติ

4.การเพิ่มเอฟเฟกต์จาง หรือการเฟดเพลงพื้นหลังทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของโปรเจ็กต์วิดีโอ โดยให้คลิกปุ่มเฟดเอาต์ในพื้นที่เพลงอัตโนมัติ หรือคุณสามารถเข้าถึงการควบคุมนี้ได้ด้วยการคลิกขวาที่แทร็กเสียงในไทม์ไลน์ของคุณแล้วเลือก “fade in” และ “fade out” เมื่อคุณทำการเพิ่มเอฟเฟกต์และแก้ไขวิดีโอแล้ว คุณสามารถเลือกที่จะแชร์วิดีโอทางออนไลน์ผ่าน YouTube, Facebook, Instagram, Twitter และเว็บไซต์โซเชียลมีเดียอื่น ๆ หรือคุณสามารถบันทึกวิดีโอลงในคอมพิวเตอร์ของคุณได้

บทสรุป

วิธีใส่เพลงในวิดีโอง่าย ๆ ด้วยโปรแกรม VideoStudio

จากข้อมูลข้างต้นคุณจะเห็นได้ว่าเสียงนั้นมีความสำคัญต่อการกระตุ้นความรู้สึกและอารมณ์ของผู้ที่ได้รับชมวิดีโอ และวิธีใส่เพลงประกอบในวิดีโอด้วยโปรแกรม VideoStudio ทั้ง 4 Step นี้เป็นขั้นตอนที่ทำตามได้ง่ายมาก ๆ แถมยังช่วยให้โปรเจ็กต์วิดีโอของคุณนั้นออกมาอย่างสมบูรณ์แบบและรวดเร็ว เนื่องจาก VideoStudio เป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่ใช้งานได้ง่าย แม้แต่ผู้ใช้งานครั้งแรกก็สามารถสร้างวิดีโอได้เหมือนกับผู้ที่มีประสบการณ์ตัดต่อวีดีโอมานานแล้ว โดยโปรแกรมนี้มีเครื่องมือสำหรับตัดต่อวิดีโออย่างครบถ้วนทั้งการจับภาพจากกล้องเข้าคอมพิวเตอร์ การตัดต่อวีดีโอ ใส่ Effect ต่าง ๆ แทรกดนตรีประกอบ แทรกคำบรรยาย ไปจนถึงบันทึกวิดีโอที่ตัดต่อลง VCD DVD หรือแม้กระทั่งเผยแพร่ผลงานทางเว็บไซต์

สนับสนุนโดย: HILO-88.COM ไฮโลไทย เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์ เดิมพันขั้นต่ำ 10 บาท ถอนได้ไม่อั้น

Categories
เสียง

วิธีการบันทึกและตัดต่อเสียงของคุณด้วยแอป GarageBand บน iPhone หรือ iPad

เมื่อก่อนหากคุณต้องการตัดต่อเสียง หรือสร้างเพลง ทำดนตรี คุณจะต้องจ่ายเงินให้กับโปรแกรมตัดต่อเสียงมากมาย แต่โชคดีตอนนี้คุณสามารถเข้าถึงโปรแกรมตัดต่อเสียงได้ง่าย ๆ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพียงแค่คุณมีโทรศัพท์ iPhone หรือ iPad คุณก็จะสามารถเข้าใช้งานแอป GarageBand เพื่อตัดต่อเสียง หรือสร้างดนตรีและทำเพลงด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ 

แอป GarageBand เป็นแอปพลิเคชันสำหรับ iOS ที่คุณสมบัติที่น่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็น การเล่นเสียงเพลง บันทึกเสียง และแชร์เพลง ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้ อีกทั้งยังมีเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดจากทั่วโลกให้เลือกใช้ และยังมีคลังเสียงที่มีอะไรใหม่ ๆ เพิ่มมาตลอดเวลา คุณสามารถค้นหาและดาวน์โหลดเสียง ลูป และการแซมเพิล (sampling) ฟรีจากคอลเลกชันขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยโปรดิวเซอร์ชื่อดังระดับโลก ซึ่งบทความนี้เราจะพูดถึงวิธีการบันทึกและตัดต่อเสียงของคุณด้วยแอป GarageBand ฉบับง่าย ๆ 

วิธีการบันทึกและตัดต่อเสียงด้วยแอป GarageBand บน iPhone หรือ iPad

วิธีการบันทึกและตัดต่อเสียงของคุณด้วยแอป GarageBand บน iPhone หรือ iPad

คุณสามารถถึงเข้าแอป GarageBand เพื่อบันทึกและตัดต่อเสียงของคุณได้ฟรี เพียงแค่มีโทรศัพท์ iPhone หรือ iPad ก็สามารถสร้างแทร็กเสียงของคุณและตัดต่อเสียงบน GarageBand ได้แล้ว แต่ก่อนการตัดต่อเสียงเสียงให้เปิดแอปบน iPhone ของคุณแล้วเลือก “สร้างโปรเจกต์ใหม่” จากนั้นให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

1. การบันทึกเสียงของคุณ

เปิดแอป GarageBand ที่ด้านบนของหน้าจอจะมี 2 ตัวเลือกได้แก่ Live Loops หรือ Tracks ให้เลือก Tracks จากนั้นเลื่อนค้นหาเครื่องบันทึกเสียงแล้วเลือกเสียง ก่อนที่จะเริ่มบันทึก ให้คลิกที่เครื่องหมายบวกที่มุมบนขวาของหน้าจอ ที่นี่คุณสามารถเปลี่ยนจำนวนแถบที่คุณกำลังบันทึกได้ หากคุณไม่มีเพลงประกอบ ให้กด 8 แถบในหน้าจอถัดไป แล้วเลือกอัตโนมัติ และเสร็จสิ้นที่มุมบนขวา ‎สังเกตเครื่องเมตรอนอมควรเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีขาว เริ่มบันทึกเพียงกดปุ่มบันทึกวงกลมสีแดงที่ด้านบนของหน้าจอ และคลิกที่ปุ่มเดียวกันเพื่อหยุดการบันทึก หากต้องการย้ายจากหน้าจอการบันทึกเสียงไปยังหน้าจอแก้ไข ให้คลิกไอคอนที่ 3 จากด้านซ้ายบนแถบเครื่องมือ หน้าจอแก้ไขก็จะปรากฏขึ้น

2. การแก้ไขเสียงของคุณ

หากคุณต้องการเพิ่มแทร็กใหม่ในแอป GarageBand ให้ดึงส่วนที่มีไมโครโฟนทางด้านซ้ายของหน้าจอแล้วคลิกปิดเสียง ไอคอนปิดเสียงควรเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน และแทร็กเสียงของคุณควรเปลี่ยนเป็นสีขาว จากนั้นคลิกที่สี่เหลี่ยม 3 อันที่มุมซ้ายบนของหน้าจอ เลื่อนไปที่ตัวเลือก Audio Recorder การบันทึกใหม่นั้นควรปรากฏบนแทร็กใหม่เมื่อคุณกลับไปที่หน้าจอแก้ไข

ตัดแต่งเสียง : หากต้องการตัดแต่งคลิปเสียง ให้กดที่ส่วนท้ายของคลิปแล้วลากจุดสิ้นสุดไปยังตำแหน่งที่ต้องการ

วิธีการบันทึกและตัดต่อเสียงของคุณด้วยแอป GarageBand บน iPhone หรือ iPad

เปลี่ยนระดับเสียง/เฟดเข้า/เฟดออก : หากต้องการเปลี่ยนระดับเสียงของแทร็ก ให้แตะไอคอนเครื่องดนตรีที่ด้านซ้ายของหน้าจอ จากนั้นคลิกที่การทำงานอัตโนมัติและหน้าจอจะมืดลงโดยมีเส้นสีเทาอยู่เหนือแทร็กแต่ละเส้น คุณสามารถย้ายบรรทัดนั้นขึ้นลงเพื่อเปลี่ยนระดับเสียงของแทร็กทั้งหมด หรือสร้างคีย์เฟรม (จุดเปลี่ยน) บนบรรทัดเพื่อเปลี่ยนระดับเสียงของส่วนเฉพาะได้ ในการสร้าง Fade In คุณจะต้องสร้างที่จุดเริ่มต้นของคลิปเสียงที่มีระดับเสียงต่ำและจุดอื่นที่คุณต้องการให้จางหายที่ระดับเสียงที่คุณต้องการ ส่วนการสร้าง Fade Out คุณจะต้องทำสิ่งที่ตรงกันข้าม Fade In จากนั้นภาพหน้าจอจะแสดงคลิปที่มีทั้ง Fade In และ Fade Out เมื่อรับระดับเสียงเสร็จแล้ว ให้กด “เสร็จสิ้น” ที่มุมบนขวาของหน้าจอ

3. ส่งออกโปรเจกต์เสียงของคุณ

คุณสามารถส่งออกโปรเจกต์เสียงในแอป GarageBand ได้โดยคลิกที่ปุ่มด้านบนซ้ายของหน้าจอซึ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมคว่ำ จากนั้นกดเพลงของฉัน ให้แตะเลือกที่มุมบนขวาของหน้าจอ จากนั้นเลือกโปรเจกต์เสียงที่ต้องการส่งออก ที่ด้านล่างของหน้าจอ คุณจะมี 5 ตัวเลือก เลือกตัวเลือกแชร์ทางด้านซ้ายสุดของไอคอนเหล่านั้น คุณสามารถแชร์โปรเจกต์เสียงเป็นเพลงริงโทน แล้วเลือกคุณภาพสูง เมื่อคุณกด Share เสร็จแล้ว คุณจะมีตัวเลือกที่พร้อมใช้งานทั้งหมดเพื่อแชร์ไฟล์ที่ส่งออก ให้เลือก Open In จากนั้นเลือก Save to Files และคลิก Save ที่มุมบนขวาของหน้าจอ 

ไฮโลไทยได้เงินจริง

Categories
เสียง

แนะนำโปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ฟรี สะดวกสบายใช้งานง่าย

แนะนำโปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ฟรี สะดวกสบายใช้งานง่าย

สิ่งสำคัญของการตัดต่อคลิปวิดีโอ นอกจากโปรแกรมตัดต่อวิดีโอแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เช่นเดียวกันคือโปรแกรมตัดต่อเสียง เนื่องจากเสียงถือว่ามีบทบาทที่สำคัญสำหรับวิดีโอ เพราะเสียงทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจสิ่งที่วิดีโอต้องการจะสื่อและดึงดูดความสนใจได้ดี ซึ่งคลิปวิดีโอคอนเทนต์ที่ดีที่สุดควรมีเสียงที่มีคุณภาพไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด เสียงซาวด์ประกอบ และเสียงเอฟเฟกต์ นั่นหมายความว่าเสียงเป็นองค์ประกอบหลักของวิดีโอที่สำคัญพอ ๆ กันกับเนื้อหาและแสงสีในวิดีโอ ถึงแม้ปัจจุบันนี้จะมีโปรแกรมตัดต่อเสียงมากมาย แต่บางครั้งคุณอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับโปรแกรมเหล่านั้น โชคดีที่ในบทความนี้เราจะแนะนำโปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ที่จะช่วยให้คุณสามารถตัดต่อเสียงเองได้ง่าย ๆ ที่สำคัญฟรีอีกด้วย

แนะนำ 4 โปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ฟรี

นี่คือโปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ ที่ให้คุณสามารถใช้งานได้ฟรี โดยมีเครื่องมือสำหรับงานตัดต่อเสียงมากมาย และใช้งานง่าย เข้าถึงสะดวก ซึ่งเราได้รวบรวมมาทั้งหมด 6 โปรแกรม ดังนี้

1.TwistedWave Audio Editor

แนะนำโปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ฟรี สะดวกสบายใช้งานง่าย

เริ่มต้นที่โปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ฟรีที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมันมีความสามารถเทียบเท่ากับคุณสมบัติของโปรแกรมตัดต่อเสียง iOS และ MAC ที่ต้องชำระเงิน เช่น การทำให้เสียงเป็นมาตรฐาน การขยายเสียง ความเร็ว ระดับเสียง การบันทึกเสียงแบบไม่บีบอัด และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ TwistedWave รุ่นฟรีรองรับคลิปเสียงเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น นำเข้าไฟล์ของคุณในรูปแบบโมโน และสามารถส่งออกไปยัง Google Drive และ SoundCloud ของคุณได้

2.Audio Trimmer

แนะนำโปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ฟรี สะดวกสบายใช้งานง่าย

มาต่อกันที่ Audio Trimmer โปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ฟรีที่ทำให้การตัดแต่งเสียงของคุณง่ายขึ้น เพียงแค่ต้องเลือกไฟล์ที่คุณต้องการแก้ไข และเลือกปุ่มอัปโหลดเพื่อเริ่มแก้ไข ซึ่งโปรแกรมนี้มีคุณสมบัติที่น่าสนใจมากมาย เช่น แก้ไขแทร็ก Mp3 ได้อย่างง่ายดาย รองรับอุปกรณ์พกพา สามารถทำเสียงริงโทนออนไลน์ได้ง่าย ๆ ที่สำคัญคุณไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนเพื่อตัดต่อไฟล์เสียง 

3.Bear Audio Tool

แนะนำโปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ฟรี สะดวกสบายใช้งานง่าย

Bear Audio Tool โปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ฟรีที่ดีที่สุด ด้วยความที่ใช้ HTML 5 จึงช่วยให้คุณแก้ไขไฟล์เสียงได้โดยที่ไม่ต้องอัปโหลดไปยังเซิร์ฟเวอร์ โปรแกรมนี้มีตัวเลือกการส่งออกที่หลากหลาย ทำให้มันได้รับความนิยมมากขึ้น พร้อมด้วยเอฟเฟกต์เสียงและคลังเพลงที่ปลอดลิขสิทธิ์ และมีคุณสมบัติที่น่าสนใจมากมาย เช่น ตัวเลือกการนำเข้าออฟไลน์และออนไลน์, ไลบรารีเสียงในตัว, ฟังก์ชันเลิกทำและทำซ้ำ, ตัดแต่งและจัดเรียงคลิปใหม่, ระดับเสียง ปิดเสียง หรือจาง และเอฟเฟกต์เสียงอื่น ๆ อีกมากมาย

4.Apowersoft Free Online Audio Editor

แนะนำโปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ฟรี สะดวกสบายใช้งานง่าย

ตอนนี้คุณสามารถตัดต่อเสียงได้ง่ายและสะดวกด้วยโปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ Apowersoft Free Online Audio Editor เพียงแค่คุณติดตั้งตัวเรียกใช้งานก็สามารถเข้าถึงโปรแกรมนี้ได้แค่คลิกเดียว และโปรแกรมนี้มีคุณสมบัติที่น่าสนใจมากมาย เช่น สามารถแก้ไขเสียงได้ไม่จำกัดจำนวนไฟล์ มีเครื่องมือสำหรับแก้ไขเสียงฟรี ที่สำคัญรับประกันความปลอดภัยสำหรับไฟล์เสียงในคอมพิวเตอร์ของคุณ

บทสรุป

จากข้อมูลข้างต้น โปรแกรมตัดต่อเสียงออนไลน์ฟรีที่เราได้นำมาแนะนำกันในวันนี้ ถือว่าเป็นโปรแกรมตัดต่อเสียงที่จะช่วยให้ไฟล์เสียงของคุณมีคุณภาพที่ดีขึ้น ทำให้การสร้างวิดีโอของคุณมีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งคุณคงทราบแล้วว่าเสียงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยในวิดีโอของคุณสื่อสารกับผู้ชมได้ดีที่สุด และการที่วิดีโอของคุณใช้เสียงที่มีคุณภาพไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด เสียงซาวด์ประกอบ และเสียงเอฟเฟกต์ก็จะช่วยดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้ 

Categories
กราฟิก

วิธีสร้างข้อความ 3 มิติ ด้วยโปรแกรม Illustrator เปลี่ยนข้อความให้มีชีวิตชีวามากขึ้น

วิธีสร้างข้อความ 3 มิติ ด้วยโปรแกรม Illustrator เปลี่ยนข้อความธรรมดาที่เรียบง่ายให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

โปรแกรม Illustrator เป็นโปรแกรมวาดรูป หรือออกแบบงานด้านกราฟิกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และด้วยความที่ Illustrator มีเครื่องมือที่ครบครัน จึงทำให้มันสามารถสร้างผลงานการออกแบบสร้างสรรค์ได้อย่างหลากหลาย รวมถึงการสร้างข้อความ 3 มิติ ที่เป็นอีกหนึ่งไอเดียการออกแบบที่นักออกแบบหลายคนนิยมนำมาใช้กับผลงานการออกแบบของตนเอง ซึ่งเอฟเฟกต์สำหรับสร้างข้อความ 3 มิตินั้นมีหลากหลายสไตล์ที่ทำให้ผลงานชิ้นนั้นมีความรู้สึกหรูหรามากยิ่งขึ้น หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีสร้างเอฟเฟกต์ข้อความ 3 มิติ คุณสามารถเรียนรู้ได้ในบทความนี้ซึ่งเราจะพูดถึงวิธีสร้างเอฟเฟกต์ข้อความ 3 มิติ ด้วยโปรแกรม Illustrator โดยใช้ข้อความสั้นหนึ่งคำและเอฟเฟกต์การหมุน 3 มิติ

วิธีการสร้างข้อความ 3 มิติใน Illustrator ด้วยเอฟเฟกต์การหมุน 3 มิติ

สำหรับวิธีการสร้างข้อความ 3 มิติในโปรแกรม Illustrator ซึ่งในบทความนี้เราจะเลือกใช้เอฟเฟกต์ 3D Extrude & Bevel อีกทั้งคุณจะได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการเพิ่มการแรเงาและพื้นผิวที่ละเอียดสำหรับเอฟเฟกต์ 3D ใน Illustrator ซึ่งขั้นตอนแรกคุณจะต้องสร้างตัวอักษร 3 มิติก่อนแล้วค่อยสร้างข้อความ 3 มิติใน Illustrator

วิธีการสร้างตัวอักษร 3 มิติ

1.เปิดโปรแกรม Illustrator เลือกใช้เครื่องมือ Type Tool (T) และเปิดแผง Character (Window > Type > Character) เลือกตัวอักษร Etna และกำหนดขนาดประมาณ 250 พิกเซล คลิกที่อาร์ตบอร์ดและเพิ่มข้อความของคุณ จากนั้นตั้งค่าสีเป็น R=255 G=150 B=0 แล้วคัดลอกข้อความนั้น (Control+C) 

2.ตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อความของคุณถูกต้องและคลิกเลือกข้อความนั้น แล้วไปที่ Effect > 3D > Rotate จากนั้นระบุแอตทริบิวต์ที่คุณต้องการแล้วคลิก OK เพื่อสร้างตัวอักษร 3 มิติ

3.คลิกเลือกข้อความของคุณ แล้วไปที่ Object > Expand Appearance จากนั้นเลิกจัดกลุ่ม (Shift+Control+G) แล้ว clipping mask (Alt+Control+7) จากนั้น Ungroup (Shift+Control+G) เลือกรูปร่างที่ล้อมรอบข้อความทั้งหมดของคุณและลบออก จากนั้นเลือกรูปร่างที่ประกอบเป็นข้อความของคุณและแปลงเป็นเส้นทางผสมเดียว (Object > Compound Path > Make หรือ Control+8)

4.จากนั้นไปที่ Effect > Stylize > Drop Shadow ระบุแอตทริบิวต์ที่และคลิกตกลง

วิธีการสร้างข้อความ 3 มิติ

1.หลังจากที่คุณสร้างตัวอักษร 3 มิติในโปรแกรม Illustrator เรียบร้อยแล้ว ต่อไปเป็นการสร้างข้อความ 3 มิติให้กด Control+F เพื่อเพิ่มสำเนาข้อความ แล้วเปลี่ยนสีเป็น R=153 G=153 B=153 

วิธีสร้างข้อความ 3 มิติ ด้วยโปรแกรม Illustrator เปลี่ยนข้อความธรรมดาที่เรียบง่ายให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

2.เลือกข้อความสีเทาและไปที่ Effect > 3D > Extrude & Bevel คลิกปุ่ม More Options และระบุแอตทริบิวต์ทั้งหมดที่คุณต้องการ อย่าลืมกดเลือกที่ช่อง Draw Hidden Faces แล้วคลิก OK 

3.เลือกข้อความสีเทา แล้วไปที่ Object > Expand Appearance เลือก Direct Selection Tool (A) เลือกรูปร่างที่ประกอบด้านหน้าของข้อความ และลบออก 

4.เลือก Move Tool (V) และเลือกกลุ่มรูปร่างของคุณพร้อมกับ คลิกที่ขอบของพาธผสมเพื่อไฮไลต์ จากนั้นคลิกปุ่มVertical Align Top จากแผง Align (Window > Align)

วิธีสร้างข้อความ 3 มิติ ด้วยโปรแกรม Illustrator เปลี่ยนข้อความธรรมดาที่เรียบง่ายให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

5.เลือกเส้นสีส้มจากแผง Layers (Window > Layers) เพิ่มสำเนาด้านหน้า (Control+C > Control+F) และนำไปไว้ด้านหน้า (Shift-Control+]) เติมรูปร่างใหม่นี้ด้วยสีขาว (R=255 G=255 B=255) และลบเอฟเฟกต์ Drop Shadow ออกจากแผง Appearance 

6.เลือกเส้นสีขาวพร้อมกับเลือกกลุ่มของรูปร่าง แล้วคลิกปุ่มสร้าง Make Mask จากแผง Transparency (Window > Transparency) และเปลี่ยนแปลง Blending Mode เลือก Exclusion