Categories
กราฟิก

Sony mirrorless กับ 7 เคล็ดลับของการใช้งานที่คุณอาจจะยังไม่รู้

หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบการใช้กล้องของ Sony ต้องไม่พลาดกับกล้อง Sony mirrorless ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นกล้องที่พกพาสะดวก ถ่ายภาพได้ระดับมืออาชีพ ด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัยราวกับกล้องของมืออาชีพ แต่ก็มีขนาดที่เล็กกว่าและใช้งานง่าย และแน่นอนว่าก่อนใช้งานกล้องคุณต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ประโยชน์จากลูกเล่น หรือเมนูของกล้อง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใช้งานหรือการเลเยอร์ระบบเมนูที่ซับซ้อน ซึ่งในบทความนี้จะพาคุณพบกับ 7 เคล็ดลับของการใช้งานกล้อง Sony mirrorless เพื่อการใช้งานให้ได้ประโยชน์สูงสุดที่คุณอาจจะยังไม่รู้ จะมีเคล็ดลับอะไรบ้าง มาติดตามกันเลยค่ะ

เหตุผลว่าทำไมต้องเลือกกล้อง Sony mirrorless

ช่างภาพหรือบุคคลทั่วไปที่ชื่อชอบการถ่ายรูป และเป็นเจ้าของกล้อง Sony mirrorless ต้องไม่พลาดกับ 7 เคล็ดลับของการใช้งานกล้องที่ช่างภาพมืออาชีพเลือกใช้ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้ แต่ก่อนจะไปดูเคล็ดลับเหล่านั้นเรามาดูข้อดีของกล้องรุ่นนี้กันก่อนเลยค่ะ

  • กล้อง Sony mirrorless เป็นกล้องขนาดเล็กแต่มีประสิทธิภาพสูงราวกับกล้องของมืออาชีพ ถ่ายภาพได้สวยในทุกสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะภายใต้สภาวะแสงที่เป็นปัญหาด้วยระบบเซนเซอร์ภาพขนาดใหญ่กว่าเดิมและเลนส์ที่สว่าง
  • มาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ภาพอัจฉริยะ เพื่อรูปภาพที่คมชัดและมีนอยซ์ต่ำ แม้ไม่ใช้แสงแฟลช
  • มีระยะการโฟกัสที่ผ่านการคิดค้นอย่างดีช่วยให้เราสามารถสร้างโฟกัสเองได้
  • ใช้จอภาพแบบปรับเอียงเพื่อถ่ายภาพที่แตกต่าง โดยม่ต้องพึ่งช่องมองภาพ เราจึงเห็นมุมมองได้กว้างขึ้น

7 เคล็ดลับการใช้งานกล้อง Sony mirrorless ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

สำหรับ 7 เคล็ดลับของการใช้งานกล้อง Sony mirrorless ที่ช่างภาพระดับมืออาชีพใช้กัน ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับวิธีการใช้ลูกเล่นหรือเมนูของกล้อง ซึ่งมีเคล็ดลับ ดังนี้

  • การใช้ปุ่มย้อนกลับ AF: การแยกปุ่มกดชัตเตอร์และส่วนควบคุมโฟกัสช่วยป้องกันไม่ให้เราถ่ายรูปพลาด นอกจากนี้ ยังเหมาะสำหรับการจัดองค์ประกอบภาพ เนื่องจากเราสามารถโฟกัสไปที่วัตถุที่อยู่ตรงกลางเฟรม แล้วจัดองค์ประกอบภาพใหม่ได้เลย
  • การปรับแต่งการควบคุม: ทำให้กล้องทำงานได้ดีขึ้น สำหรับกล้อง Sony มีปุ่มกำหนดเองหลายปุ่ม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีปุ่มประมาณ 3-5 ปุ่มโดยจะอยู่รอบ ๆ ตัวกล้อง และสามารถตั้งค่าได้แทบทุกปุ่มที่มีในกล้อง อย่างไรก็ตาม เราขอแนะนำให้คุณเริ่มต้นด้วยการตั้งค่าปุ่มกำหนดเอง ‘C’ ก่อน
  • ปิดเสียงบี๊บทั้งหมด: ไม่มีอะไรน่ารำคาญไปกว่าการได้ยินเสียงกล้องจากการพยายามปรับโฟกัสภาพ ซึ่งเราสามารถปิดเสียงนั้นได้โดยไปที่ไอคอนกล่องเครื่องมือที่อยู่ส่วนท้ายของแท็บเมนูและเลือกเมนู ‘Audio Signals’
  • การใช้ DMF เพื่อผสมผสานโฟกัสอัตโนมัติและโฟกัสแบบ Manual: ช่างภาพที่ถ่ายภาพทิวทัศน์มักปรับโฟกัสภาพด้วยตัวเองประมาณ 80% ด้วยการเปลี่ยนโหมดโฟกัสของกล้องเป็น DMF (Direct Manual Focus) เราสามารถใช้ระบบโฟกัสอัตโนมัติของกล้องก่อนที่จะทำการปรับอย่างละเอียด โดยการหมุนวงแหวนปรับโฟกัสแบบ Manual บนเลนส์ นอกจากนี้การเปิดใช้งาน MF Assist จะช่วยให้กล้องซูมเข้าไปในฉากทันทีเมื่อเราเริ่มหมุนวงแหวนปรับโฟกัสบนเลนส์ ทำให้เราไม่ต้องกดปุ่มซูมหลาย ๆ ครั้ง
  • การใช้งานโหมดวิดีโอ: Sony เป็นหนึ่งในผู้นำด้านคุณภาพวิดีโอที่น่าทึ่งในระบบกล้องขนาดเล็กและกะทัดรัด ซึ่งตอนนี้กล้อง Sony mirrorless ส่วนใหญ่ถ่ายวิดีโอระดับความละเอียด 4K ได้ ซึ่งเราสามารถเข้าถึงการบันทึกวิดีโอได้แทบทุกโหมด โดยกดปุ่มบันทึกที่ด้านข้างของกล้อง หากไม่ต้องการถ่ายภาพด้วยคุณภาพระดับ 4K ก็สามารถเลือกถ่ายวิดีโอที่1080p ได้ ซึ่งความละเอียดเท่านี้จะช่วยให้ช่วงอัตราเฟรมกว้างขึ้น
  • การเปิดรับแสงและการลดสัญญาณรบกวน ISO สูง: การลดสัญญาณรบกวนแบบเปิดรับแสงจะสร้างภาพมืดที่สองเพื่อช่วยขจัดพิกเซลรบกวนภายในภาพ ในขณะที่การลดสัญญาณรบกวนที่ ISO สูงจะช่วยขจัดสัญญาณรบกวนออกจากภาพที่ถ่ายด้วยความไวแสงที่สูงขึ้น นอกจากนี้เรายังพบว่า Photoshop และ Lightroom ก็มีประสิทธิภาพในการกำจัดสัญญาณรบกวนจากรูปภาพด้วยเช่นกัน
  • Focus peaking: เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับใช้งานกล้อง Sony เนื่องจากสิ่งนี้จะแสดงให้เราเห็นอย่างชันเจนถึงสิ่งที่เรากำลังโฟกัสโดยจะเน้นบริเวณที่มีสีคอนทราสต์สูง
Categories
เทคนิค

วิธีรีทัชฟันให้ขาวสว่าง สดใส สวยเป๊ะด้วยโปรแกรม Photoshop

ใคร ๆ ก็อยากมีรอยยิ้มที่สดใส แต่บางครั้งเวลาที่คุณถ่ายรูปยิ้มเห็นฟัน ต้องรู้สึกรำคาญทุกทีเวลามองเห็นฟันมีสีเหลือง แต่อย่ากังวลไปค่ะ เพราะทุกวันนี้เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรม Photoshop โปรแกรมในตระกูล Adobe ที่มีความสามารถแก้ไขภาพถ่ายและภาพกราฟิก รวมถึงการใส่ Effect ต่าง ๆ และตัวหนังสือให้กับภาพ

Photoshop เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุคนี้ สำหรับการแก้ไขภาพถ่ายของคุณ แต่หากบางครั้งการใช้งาน Photoshop ก็ซับซ้อนเกินไปหรือใช้เวลาเรียนรู้นานเกินไป แต่โชคดีที่ในปัจจุบันได้มีบทความสอนการใช้งานในอินเตอร์เน็ตมากมาย

การรีทัช ถือเป็นขั้นตอนการทำงานพื้นฐานของโปรแกรม Photoshop มันคือวิธีการตกแต่งภาพเฉพาะจุดไม่ว่าจะเป็นการลบรอยสิวและจุดด่างดำบนใบหน้า, การทำฟันให้ขาวขึ้น, การทำให้หน้าใสขึ้น และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้วิธีรีทัช เพื่อเติมแต่งจินตนาการลงไปในภาพถ่ายเองได้ เช่น คุณอาจจะเปลี่ยนสีตา สีผมของนายแบบ/นางแบบ หรือทำการลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าให้นางแบบ/นายแบบก็ยังได้

คุณสามารถใช้โปรแกรม Photoshop แก้ไขสีฟันในภาพถ่ายได้ง่าย ๆ ในไม่กี่ขั้นตอนด้วยเทคนิคการรีทัชดิจิทัลระดับมืออาชีพ ภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งการแก้ไขสีฟันในภาพถ่ายจะช่วยให้นางแบบ/นายแบบที่อยู่ในภาพนั้นมีรอยยิ้มที่สดใส ฟันขาวสว่าง สวยเป๊ะ โดยคุณสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการแก้ไขสีฟันได้ง่าย ๆ ด้วยขั้นตอนที่อยู่ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

วิธีรีทัชฟันให้ขาวสว่างด้วย Photoshop ง่าย ๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอน

คุณสามารถใช้เครื่องมือ Photoshop ในการแก้ไขสีฟันได้ ซึ่งการฟอกสีฟันจำเป็นต้องใช้เลเยอร์ในการปรับสีหรือความอิ่มตัวของสี จะช่วยให้คุณทำการฟอกสีฟันให้ขาวขึ้นได้ง่าย เพียงทำตามขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 เลือกฟันด้วยการใช้เครื่องมือ Lasso Tool : เปิดรูปภาพที่ต้องการแก้ไข แล้วซูมเข้าที่ฟันโดยกด CTRL (สำหรับ Windows) หรือ CMD (สำหรับ Mac) บนแป้นพิมพ์ พร้อมกับกดเครื่องหมาย + จนเห็นฟันได้อย่างชัดเจน จากนั้นเลือก Lasso Tool จากแถบเครื่องมือ (ทางลัด ‘L’) และวาดส่วนที่เลือกรอบๆ ฟัน ควรเลือกเลยมาริมฝีปากสักเล็กน้อย

ขั้นตอนที่ 2 เพิ่ม Adjustment Layer : ในแผง Layers ให้คลิกปุ่ม New Fill หรือ Adjustment Layer แล้วไปที่แสดงเมนูแบบเลื่อนลงหาตัวเลือกการปรับเลเยอร์ เลือกเมนู Hue/Saturation จากนั้นคุณจะเห็นเลเยอร์ Hue/Saturation ใหม่เหนือเลเยอร์พื้นหลังในแผงเลเยอร์

ขั้นตอนที่ 3 เริ่มฟอกสีฟัน : สำหรับการฟอกสีฟัน เราจะเน้นที่การลดฟันเหลืองที่เป็นปัญหา ในแผงคุณสมบัติของเลเยอร์ Hue/Saturation ให้คลิกตรงที่เมนู Master เพื่อเปิดเมนูแถบเลื่อนลง จากนั้นเลือกสีเหลืองในเมนูดร็อปดาวน์ ปรับลดความอิ่มตัวด้วยการลากตัวเลื่อนไปทางซ้าย แต่อย่าเลื่อนไปสุดที่ -100 คุณจะสังเกตเห็นว่าพื้นที่ฟันที่คุณได้เลือกไว้ก่อนหน้านี้เริ่มขาวขึ้น

ขั้นตอนที่ 4 การทำให้ฟันสดใส : เลือกเมนู Master อีกครั้งใน แล้วลากแถบเลื่อน Lightness ไปทางขวา ยิ่งลากไปมากเท่าไหร่ ฟันก็จะยิ่งสว่างขึ้นเท่านั้น

ขั้นตอนที่ 5 ทำการปรับเปลี่ยนขั้นสุดท้ายสำหรับส่วนที่เลือก : หากส่วนของฟันที่คุณเลือกไว้เลยไปที่ริมฝีปากมากเกินไปให้ทำการปรับแก้ไข ด้วยเลือกเลเยอร์มาสก์ แล้วเลือกเครื่องมือแปรงทาสีจากแถบเครื่องมือ (ทางลัด ‘ B ‘) ปรับการตั้งค่าให้แปลงเล็กลงตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เลือกภาพขนาดย่อของมาสก์ในเลเยอร์แล้วหรือไม่ จากนั้นเริ่มทาสีด้วยสีดำบนส่วนที่สว่างกว่า ทาสีไปเรื่อย ๆ จนกว่าบริเวณที่สว่างกว่าบนริมฝีปากและปากจะหายไป นอกจากนี้คุณยังสามารถย้อนกลับมาดูการแก้ไขได้ หากเกิดความผิดพลาดให้ทาสีขาว แล้วสลับดูไปมาระหว่าง ‘ก่อนและหลัง’ โดยใช้ปุ่มลัด ‘ X ‘ เพื่อเปรียบเทียบ

โปรแกรมแก้ไขรูปถ่ายที่สามารถรีทัชฟันให้ขาวสว่างได้

นอกจากเครื่องมือ Photoshop แล้วยังมีโปรแกรมอีกมากมายที่สามารถรีทัชฟันสีให้ขาวสว่างได้ โดยวันนี้เราก็มี 2 โปรแกรมแต่งรูปภาพที่เรียบง่ายบนมือถือมาแนะนำทุกคน

  • Lightroom แอปพลิเคชันแก้ไขรูปภาพสำหรับช่างภาพที่ต้องการจัดการไลบรารีรูปภาพขนาดใหญ่ คุณสามารถทำได้ด้วย Lightroom คุณสามารถผสมผสานและรวมเงาและไฮไลท์ ทำให้ภาพที่มืดมน เบลอเพื่อให้ภาพดูคมชัด เพิ่มรายละเอียดและสีอ่อนลงเพื่อทำให้ภาพถ่ายโดดเด่น และอื่นๆ อีกมากมาย
  • Snapheal for Mac แอปพลิเคชันแก้ไขรูปภาพที่เป็นมากกว่าการแก้ไขและเพิ่มเลเยอร์ เป็นเครื่องมือที่สามารถลบวัตถุขนาดใหญ่หรือความไม่สมบูรณ์เล็กน้อยในรูปภาพ คุณยังสามารถใช้เครื่องมือภาพปรับแก้ไขรูปภาพได้ง่าย ๆ รวมถึงการรีทัชฟันให้ขาวสว่างอีกด้วย
Categories
มือใหม่

4 โปรแกรมตัดต่อวิดีโอบนมือถือสุดเจ๋ง เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก และสายคอนเทนต์ไม่ควรพลาด

วิดีโอกลายเป็นสื่อรูปแบบหนึ่งที่เหล่าคนทำงานสายคอนเทนต์ใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยในการสร้างวิดีโอ นั่นก็คือ โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ โดยสมัยนี้มีโปรแกรมตัดต่อวิดีโอให้เลือกใช้งานมากมาย ทั้งแบบเสียเงิน และแบบฟรี อีกทั้งเรายังสามารถเลือกใช้งานได้บนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และบนมือถือ

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า วิดีโอกลายเป็นสื่อรูปแบบหนึ่งที่สำคัญในการใช้เป็นเครื่องมือสำหรับทำการตลาดให้กับธุรกิจไม่ว่าจะเป็นช่องทางจาก Facebook และ Instagram Stories ไปจนถึง YouTube ผู้บริโภคล้วนแล้วต้องการดูวิดีโอเกี่ยวกับสินค้านั้น ๆ โดยตามรายงานจาก The State of Video Marketing ในปี 2019 โดย HubSpot กล่าวว่า ในความเป็นจริงแล้ว ผู้บริโภคกว่า 87% ต้องการดูวิดีโอเกี่ยวกับรายละเอียดสินค้าของแบรนด์เพิ่มเติม เพื่อช่วยให้การตัดสินใจซื้อนั้นง่ายขึ้น

หากคุณเป็นเหมือนเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก คุณอาจใช้โทรศัพท์เพื่อสร้างเนื้อหาวิดีโอของคุณได้ หรือใครที่ต้องเดินทางตลอดเวลา การใช้งานโปรแกรมตัดต่อวิดีโอบนมือถือถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณสร้างวิดีโอได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขณะเดินทาง แถมยังทำให้วิดีโอของคุณดูมีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งวันนี้ผู้เขียนก็มี 4 โปรแกรมตัดต่อวิดีโอบนมือถือสุดเจ๋งมาแนะนำทุกคน ขอบอกก่อนเลยว่าโปรแกรมเหล่านี้ที่เราคัดเลือกมาล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ ช่วยให้เหล่าเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก และคนทำงานสายคอนเทนต์สามารถสร้างสรรค์ผลงานวิดีโอได้อย่างง่ายดาย

4 โปรแกรมตัดต่อวิดีโอบนมือถือสุดเจ๋ง ใช้งานง่าย สะดวกและรวดเร็ว

ในปัจจุบันโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่ให้ใช้งานฟรีมีหลากหลาย ไม่ว่าคุณจะตัดตัดต่อวิดีโอลง Facebook Instagram และYouTube โปรแกรมที่เราคัดเลือกมาในวันนี้จะช่วยให้คุณสามารถสร้างและแก้ไขวิดีโอบนอุปกรณ์มือถือได้อย่างง่ายดาย แถมยังสะดวกและรวดเร็ว มีให้เลือกใช้งานทั้งเวอร์ชั่นให้บริการฟรีและเวอร์ชั่นเสียเงินเพิ่มเติม เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก คนทำงานสายคอนเทนต์ รวมไปถึงผู้ที่ต้องการตัดต่อวิดีโอ โดยโปรแกรมตัดต่อวิดีโอเหล่านี้สามารถใช้งานได้ตั้งแต่การปรับขนาดฟุตเทจไปจนถึงการเพิ่มสติ๊กเกอร์ โลโก้สินค้า และการใส่ฟิลเตอร์ให้กับคลิปวิดีโอของคุณ

Quik

เริ่มกันที่โปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่มีชื่อว่า Quik เป็นแอปพลิเคชันที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขวิดีโอขณะเดินทาง เพียงคุณกดถ่ายวิดีโอ แล้วแก้ไข และโพสต์ลงใน Quik ก็จะช่วยให้คุณค้นหาฟุตเทจของคุณได้ง่ายขึ้น สามารถแก้ไขคลิปโดยอัตโนมัติ และเพิ่มช่วงการเปลี่ยนภาพวิดีโอได้ อีกทั้งยังสามารถแก้ไขฟุตเทจเดิมได้ด้วยตนเอง มีเพลงให้เลือกใส่ในวิดีโอได้กว่า 100 เพลง สามารถซิงค์วิดีโอกับเพลงโดยอัตโนมัติ มีแบบตัวอักษรข้อความและอีโมจิให้เลือกใช้หลากหลาย
พร้อมใช้งานสำหรับ iOS และ Android
ค่าใช้จ่าย : Quik สามารถใช้งานได้ฟรี แต่ผู้ใช้สามารถอัปเกรดเป็น GoPro Plus ระดับพรีเมียมได้ในราคา 179 ต่อเดือน พร้อมทดลองใช้งานฟรี 30 วัน

Splice

สำหรับมือใหม่เริ่มใช้งานโปรแกรมตัดต่อวิดีโอ เราขอแนะนำ Splice แอปพลิเคชันที่มีรูปแบบอินเทอร์เฟซที่ง่ายต่อการใช้งาน ถูกออกแบบมาเพื่อตัดแต่งและตัดครอบวิดีโอ มีสเปเชียลเอฟเฟกต์ รวมถึงฟังก์ชั่นอื่น ๆ มากมาย สามารถเลือกชื่อและรูปแบบการเปลี่ยนภาพของคุณได้ มีคลังเพลงและเสียงให้ใช้ฟรี สามารถซิงค์วิดีโอของคุณตามจังหวะเพลงประกอบได้ นอกจากนี้ Splice ถูกจัดให้อยู่ในอันดับสูงของ Apple Store สูง ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้งานจำนวนมาก
พร้อมใช้งานสำหรับ iOS
ค่าใช้จ่าย : สามารถใช้งานได้ฟรี

iMovie

สำหรับผู้ใช้ Apple คงจะเคยเห็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอนี้ภายใน iphone ของคุณ iMovie เป็นแอปพลิเคชันที่ถูกออกแบบมากเพื่อใช้สร้างและตัดต่อวิดีโอ ด้วยอินเทอร์เฟซแบบลากและวางที่ใช้งานง่าย ตัดคลิปวิดีโอได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มเพลง และบันทึกเสียงพากย์ได้อย่างง่ายดาย วิดีโอมีความละเอียด 4K พร้อมเอฟเฟกต์และฟิลเตอร์วิดีโอให้เลือกใช้มากมาย ที่สำคัญไม่ติดลายน้ำ แต่ใช้งานได้เฉพาะในอุปกรณ์ Apple เท่านั้น
พร้อมใช้งานสำหรับ iOS
ค่าใช้จ่าย : สามารถใช้งานได้ฟรี

PicPlayPost

หากคุณกำลังมองหาโปรแกรมตัดต่อวิดีโอด้วยการสร้างวิดีโอจากรูปภาพ PicPlayPost ถือเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะแอปใช้งานง่าย ช่วยให้คุณสร้างสไลด์โชว์และภาพตัดปะอัตโนมัติได้ สามารถรวมรูปภาพ วิดีโอ และ GIF ได้สูงสุดถึง 365 รายการ พร้อมการอัปโหลดเสียงบรรยาย หรือเพลงประกอบ และปรับความเร็ววิดีโอได้ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มลายน้ำแบบกำหนดเองและโลโก้แบรนด์ตลอดจนพื้นหลังที่กำหนดเองได้
พร้อมใช้งานสำหรับ iOS และ Android
ค่าใช้จ่าย : สามารถใช้งานได้ฟรี และสามารถซื้อเพิ่มเติมได้ภายในแอป

นี่คือโปรแกรมตัดต่อวิดีโอเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ในปัจจุบันยังมีโปรแกรมตัดต่อวิดีโอดี ๆ อีกมากมาย โปรแกรมที่เราคัดมานี้สามารถดาวน์โหลดไว้ในมือถือของคุณได้ฟรี ดังนั้นอย่ารอช้ารีบคว้าโทรศัพท์ของคุณ มากดดาวน์โหลดกันเลยค่ะ

Categories
เสียง

การมิกซ์เสียงพื้นฐานด้วย Premiere Pro CC สำหรับ Video Editor

นักตัดต่อวิดีโอ หรือ Video Editor หลายคนยอมรับว่าการตัดต่อวิดีโอให้น่าสนใจและโดดเด่นนั้น นอกจากเทคนิคการตัดต่อที่ดีแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยนั้นก็ คือ เทคนิคการตัดต่อเสียงไม่ว่าจะเป็นการมิกซ์เสียง การเพิ่มเอฟเฟกต์ และการแก้ไขเสียงอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งบทความนี้จะแนะนำคุณเกี่ยวกับเทคนิคการมิกซ์เสียงขั้นพื้นฐานด้วย Premiere Pro CC ที่เหล่านัก Video Editor ใช้กัน

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอส่วนใหญ่ในปัจจุบันนอกจากจะใช้เป็นเครื่องมือการตัดต่อวิดีโอแล้ว ยังสามารถใช้แก้เสียงเสียงใส่ในวิดีโอได้อีกด้วย ซึ่งวันนี้เราขอแนะนำโปรแกรม Adobe Premiere Pro CC ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้ในการตัดต่อวิดีโอและเสียง ใส่ Effect และ Transition ให้กับภาพและเสียง เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่ Video Editor หลายคนเลือกใช้งานในการสร้างสรรค์ผลงาน

การมิกซ์เสียงคืออะไร?

ก่อนที่จะไปดูเทคนิคการมิกซ์เสียงขั้นพื้นฐานด้วย Premiere Pro CC หลายคนคงกำลังสงสัยกันอยู่ใช่ไหมคะว่าการมิกซ์เสียงคืออะไร? วันนี้คำตอบอยู่ที่นี่แล้วค่ะ การมิกซ์เสียง คือ กระบวนการแก้ไขเสียงโดยการนำเสียงหลาย ๆ เสียงที่คุณต้องการมากรวมกันเป็นหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งช่อง หรือที่หลายคนเรียกกันว่า การปรับสมดุลของเสียงต่าง ๆ ที่อยู่ในเพลง ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องและเสียงดนตรี เพื่อให้ระดับเสียงทั้งความดัง-เบา, ระดับความถี่ และจังหวะของตำแหน่งเสียงนั้นเหมาะสมกับวิดีโอ สำหรับผู้ที่เริ่มต้นตัดต่อวิดีโอ หรือนัก Video Editor ควรจะต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคการมิกซ์เสียงขั้นพื้นฐาน เพราะมันถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย สำหรับวิดีโอที่ประกอบด้วยภาพและเสียง เพราะเสียงจะทำให้ผู้รับสื่อเข้าใจสิ่งที่อยู่ในวิดีโอและทำให้วิดิโอของคุณน่าติดตามมากขึ้น

เทคนิคการมิกซ์เสียงขั้นพื้นฐานด้วย Premiere Pro CC

สำหรับเทคนิคการมิกซ์เสียงขั้นพื้นฐานสำหรับ Video Editor เราจะใช้โปรแกรม Premiere Pro CC โดยเริ่มต้นเปิด Premiere Pro ไปที่ “Window” เลือก “Workspaces” และเลือก “Audio” โปรแกรมก็จะแสดงแผงเสียงที่จำเป็นทางด้านขวาของพื้นที่การทำงาน จากนั้นเรามาดูเทคนิคการมิกซ์เสียงระดับมืออาชีพกันเลยค่ะ

การปรับ GAIN

เมื่อคุณนำเข้าคลิปเสียงไปยังโปรเจ็กต์แล้ว ให้สังเกตว่าตำแหน่งเสียงอยู่ตรงไหน หากเสียงอยู่ระดับมากกว่า 0 จะทำให้เสียงผิดเพี้ยน ระดับเสียงที่ดีควรอยู่ในช่วงประมาณ -24 ถึง -6 หากมีบทสนทนาเสียงควรอยู่ระหว่าง -18 ถึง -9 แล้วเริ่มต้นปรับ GAIN โดยปรับเฉพาะส่วนของบทสนทนา เมื่อตั้งค่าแทร็ก A-roll แล้ว ให้ปรับระดับแทร็กเสียงอื่น ๆ ทั้งหมดให้ตรงกัน ทั้ง GAIN และวอลลุ่ม(ความดังของเสียง) อย่างไรก็ตาม GAIN คือระดับอินพุตของคลิป และระดับเสียงคือเอาต์พุตของคลิป

การปรับระดับ Keyframing

เมื่อเสียงหลักของคุณได้รับการปรับแล้ว ต่อไปก็คือการเปลี่ยนไปใช้เสียงรอง ซึ่งมักจะเป็นเพลงที่คุณต้องการ ให้ดูตัวอย่างแทร็กของคุณแล้วปรับ GAIN ให้เหมาะสม แล้วใส่เพลงลงในไทม์ไลน์แล้วฟัง จากนั้นปรับระดับด้วยการแทรก Keyframing หรือช่องสำหรับกำหนดค่า เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวในแต่ละช่วงเวลาให้กับคลิปวีดีโอจำเป็นต้องมีคีย์เริ่มต้น และคีย์สิ้นสุด คุณสามารถปรับคีย์เฟรมของคลิป หรือปรับคีย์เฟรมบนแทร็กทั้งหมดได้

จัดการเสียงรบกวน Ambience/Room Tone

ขณะถ่ายทำวิดีโอ อาจมีเสียงที่คุณไม่ต้องการเข้ามาอยู่ในคลิปที่นอกเหนือไปจากเสียง A-roll หากคุณอัดคลิปในห้อง ให้คุณบันทึกเสียงของห้องในตำแหน่งที่เสียงบริเวณสม่ำเสมอ จากนั้นนำเสียงนั้นมาวาง “band-aids” ในตำแหน่งที่ควรอยู่ หรือใช้เอฟเฟกต์เสียง “de-noiser” โดยการปรับแถบเลื่อนการลดเสียงตามความเหมาะสม ดังนั้นอย่าลืมเว้นพื้นที่ทำงานสำหรับเอาเสียงรบกวนออกด้วย แต่เสียงต้นฉบับยังคงอยู่

การปรับเสียงด้วย Crossfade

คลิปเสียงทุกคลิปในไทม์ไลน์ของคุณควรมีการทำทั้งสองแทร็กพร้อมกันสองแทร็ก นั่นคือ แทร็กแรกค่อย ๆ จางหายไปและเพลงที่สองก็ค่อย ๆ หายไป Crossfade จะมีเพียงไม่กี่เฟรมและครอบคลุมป๊อปอัปที่เกิดขึ้นเมื่อคลิปเสียงถูกตัดเข้าหรือออก เช่น เมื่อคุณเปิดประตูไปยังห้องอื่นพร้อมกับดนตรีที่แตกต่างกันจากนั้นก็เดินผ่านห้องนั้นไปเสียงก็จะค่อย ๆ หายไป

การปรับแต่งเสียงวิดีโอ (Panning)

สุดท้ายคือการปรับระบบเสียง Mono โดยการเล่นคลิปที่มีการเคลื่อนไหวข้ามเฟรมและฟังเสียง จากนั้นแพนเสียงตามทิศทางของการเคลื่อนไหวบนหน้าจอทำให้เสียงดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น กระบวนการนี้อาจส่งผลทางจิตวิทยาอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ฟัง

Categories
กราฟิก

ทฤษฎีการออกแบบกราฟิก Contrast หนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญ สำหรับนักออกแบบและนักวาดภาพประกอบ

นักออกแบบกราฟิกมืออาชีพหลายคนคงจะรู้จักหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับทฤษฎี Contrast มาแล้วบ้าง ซึ่งทฤษฎีนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือที่สำคัญ สำหรับงานออกแบบกราฟิกที่นักออกแบบและนักวาดภาพประกอบหลายคนเลือกใช้ เพื่อทำให้งานของพวกเขาดูโดดเด่น และมีความเป็นมืออาชีพ นักออกแบบกราฟิกมือใหม่หรือคนทั่วไป อาจมองว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจความหมายของทฤษฎีนี้และวิธีนำไปใช้กับงานออกแบบสร้างสรรค์ แต่บทความนี้จะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎี Contrast มากขึ้น

ทฤษฎี Contrast คือการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างไม่ว่าจะเป็นสี, ขนาด, รูปร่าง และความคมชัดที่อยู่บนงานกราฟิก เมื่อองค์ประกอบภาพอยู่ใน Contrast ซึ่งกันและกัน จะเห็นได้ว่าภาพเหล่านั้นมีความแตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้นการออกแบบของคุณจะต้องมีจุดคอนทราสต์เพื่อช่วยดึงดูดสายตาของผู้ชมให้มากที่สุด

หลักการทำงานของทฤษฎีการออกแบบกราฟิก Contrast

จริง ๆ แล้วทฤษฎี Contrast เป็นทฤษฎีญาณวิทยาที่นำเสนอโดย Jonathan Schaffer ในปัจจุบันทฤษฎี Contrast ถูกนำไปใช้เป็นหลักการออกแบบที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่กับงานเกี่ยวกับกราฟิกเท่านั้น แต่มันยังถูกนำไปใช้เกี่ยวกับการสร้างองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกันของงานด้านการดีไซน์ ซึ่งมีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน แต่เมื่อนำมารวมกันกลับทำให้ดูเหมาะสมเกิดสมดุลระหว่างสองสิ่งและทำให้งานออกแบบของคุณนั้นดูโดดเด่นน่าสนใจยิ่งขึ้น

การเปรียบความต่างของขนาด

การเปรียบความต่างของขนาด Contrast ในองค์ประกอบต่าง ๆ ในงานออกแบบ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการทำให้การออกแบบของคุณดูโดดเด่น ความแตกต่างของขนาดช่วยในการสร้างลำดับชั้นและเพิ่มความน่าสนใจให้กับภาพ ทำให้ภาพแสดงออกถึงความลึก และความหลากหลาย อย่างเช่นการวางสององค์ประกอบที่อยู่ติดกันและคล้ายกันทุกประการ แต่ยกเว้นขนาดเป็นวิธีเปรียบความต่างของขนาด อาจเป็นรูปภาพขนาดใหญ่และขนาดเล็กหรือแบบอักษรขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เป็นต้น การเว้นพื้นที่สีขาวไว้รอบ ๆ วัตถุขนาดเล็กเป็นอีกวิธีหนึ่งในการลดขนาดคอนทราสต์

การเปรียบความต่างของสี

การเปรียบความต่างของสี หรือการ Contrast ระหว่างเฉดสี การใช้สีเป็นอีกหนึ่งวิธีการออกแบบที่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการมองเห็นภาพ และแสดงให้เห็นถึงความลึก และความหลากหลายของภาพ ซึ่งเคล็ดลับดีๆ ที่ควรพิจารณาเมื่อใช้สีเพื่อเพิ่มคอนทราสต์ให้กับงานศิลปะมีดังนี้

  • ค่าคอนทราสต์สูงสุดที่คุณสามารถทำได้คือระหว่างขาว-ดำ
  • หากไม่ต้องการให้การจับคู่สีรู้สึกอึดอัด ควรหลีกเลี่ยงการใช้สีสองสีที่สว่างเกินไปหรือคล้ายกันเกินไป
  • หากนึกถึงสีอ่อนและเฉดสีที่คุณใช้อยู่ อย่าจับคู่สองสีที่มีสีสันสดใสเข้าด้วยกัน เพราะจะทำให้ผู้ชมมองเห็นจุดเด่นได้ยาก
  • ใช้วงล้อสีเป็นแนวทางในการจับคู่สีที่เข้ากันได้ดี เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะสร้างคอนทราสต์ที่สมบูรณ์แบบ

การใช้รูปทรงที่ตัดกันในการออกแบบ

การใช้รูปทรงที่ตัดกันในการออกแบบจะทำให้เกิด Contrast ความจริงแล้วการใช้รูปร่างมากเกินไปอาจทำให้การออกแบบของคุณดูรกและไม่มีความเป็นมืออาชีพ การใช้คอนทราสต์ของรูปร่าง จะทำให้องค์ประกอบโดยรวมของภาพดูโดดเด่น ซึ่งมีคำแนะนำดี ๆ ที่ควรพิจารณาเมื่อทำงานเกี่ยวกับ Shapes ดังนี้

  • การใช้รูปร่าง เช่น วงกลม จะสามารถช่วยดึงความสนใจของผู้ชมมายังองค์ประกอบที่สำคัญได้
  • หากคุณมีรูปทรงเรขาคณิตหลายแบบ แนะนำรูปร่างออร์แกนิกหนึ่งรูป ซึ่งจะทำให้ภาพโดดเด่นในทันที เป็นสิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการออกแบบโปสเตอร์และบทความข่าว
  • สามารถใช้รูปร่าง จะช่วยจัดรูปแบบและเพิ่มความสนใจให้กับงานศิลปะของคุณ

การเปรียบความต่างของการพิมพ์

การใช้ Contrast สำหรับการพิมพ์ เป็นการจัดกลุ่มขององค์ประกอบตัวอักษร หลังจากนั้นจึงใช้วิธีการออกแบบแบบดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็นขนาด, สี, ระยะห่าง และรูปร่าง เพื่อสร้างคอนทราสต์ ซึ่งการใช้แบบตัวอักษรที่แตกต่างกันจะช่วยเพิ่มแรงดึงดูดในการอ่านได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเคล็ดลับอันมีค่าที่ควรพิจารณามีดังนี้

  • การเพิ่ม Contrast with type สำหรับสำเนาจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของโครงสร้างด้านบรรณาธิการ
  • ตามกฎทั่วไป คุณไม่ต้องการใช้แบบอักษรเดียวกันตลอดการออกแบบก็ได้ เพราะมันจะทำให้งานออกแบบดูไม่มีอะไรที่โดดเด่นและอาจดูธรรมดาเกินไป
  • การใช้ตัวหนาในส่วนที่เป็นแนวคิดที่ต้องการเน้นย้ำ ช่วยให้ระดับความน่าสนใจได้ง่าย
  • การใช้ฟอนต์ที่แตกต่างกัน โดยปกติแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้มากกว่า 2 หรือ 3 แบบ เนื่องจากการออกแบบของคุณจะซับซ้อนเกินไปและทำให้อ่านยาก

นอกจากนี้คุณสามารถสร้างความแตกต่างของการพิมพ์ที่มีประสิทธิภาพโดยการเล่นกับองค์ประกอบพวกขนาด, สี, ระยะห่าง และรูปร่างของตัวอักษรได้ การปรับแต่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความเปลี่ยงแปลงข้อความเล็กน้อย และสร้างสมดุลระหว่างข้อความและการสื่อสารกับผลกระทบทางสายตา จะทำให้มองเห็นจุดเด่นได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

Categories
เทคนิค

วิธีแก้ไขวิดีโอพื้นหลังสีเขียวด้วย Adobe Premiere Pro พร้อมเทคนิคการใช้ green screen อย่างมืออาชีพ

ทุกคนทราบหรือไม่ว่าฉากในภาพยนตร์แนวแอคชั่น แนวแฟนตาชี และอื่น ๆ อีกมากมาย ต้องมีฉากที่ต้องใช้พื้นหลังสีเขียว หรือแม้แต่วิดีโอทั่วไป เช่น วิดีโอโฆษณาสินค้า ก็ต้องถูกสร้างขึ้นด้วยการใช้ฉากพื้นหลังสีเขียว หรือที่เรียกว่า green screen โดยฉากพื้นหลังสีเขียวจะช่วยให้คนตัดต่อภาพยนตร์ หรือนักตัดต่อวิดีโอ สามารถสร้าง “วิชวลเอฟเฟกต์ (VFX)” ให้มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น ด้วยกระบวนการทางคอมพิวเตอร์ที่มีขั้นตอนการทำงานที่พิถีพิถันและซับซ้อน เพื่อให้ผู้ชมภาพยนตร์หรือวิดีโอนั้น ๆ ไม่สามารถแยกได้ว่าส่วนไหนถ่ายจริง ส่วนไหนผ่านกระบวนการทางวิชวลเอฟเฟกต์มา

วิชวลเอฟเฟกต์ (VFX) ถูกนำมาใช้สร้างฉากที่ในความเป็นจริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ อย่างเช่น ฉากในหนังเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ฉากมังกรพ่นไฟมังกรพ่นไฟไปจนถึงฉากพ่อมดที่ร่ายคาถาก็ล้วนแล้วถูกสร้างขึ้นด้วยวิดีโอพื้นหลังสีเขียวที่ผสมผสาน chroma key กับอุปกรณ์ที่เหมาะสม คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีแก้ไขวิดีโอพื้นหลังสีเขียวด้วย Adobe Premiere Pro และเทคนิคการใช้ Backdrops สีเขียวอย่างมืออาชีพได้ตามคำแนะนำด้านล่างนี้เลยค่ะ
วิธีแก้ไขวิดีโอพื้นหลังสีเขียวด้วย Adobe Premiere Pro

คุณสามารถเริ่มถ่ายวิดีโอฉากพื้นหลังสีเขียวได้ แม้ว่าคุณจะมีงบจำกัดก็ตาม หรือจะใช้อุปกรณ์ที่ดีที่สุด แต่คุณก็จะขาดการสร้างฟุตเทจที่ไม่สมจริงได้ หากคุณไม่มีเครื่องมือซอฟต์แวร์หลังการผลิตที่เหมาะสม ซึ่ง Adobe Premiere Pro เป็นหนึ่งในโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่ได้มาตรฐานและทันสมัย

นอกจากจะมีเครื่องมือมากมายสำหรับการแก้ไขสี การเปลี่ยนสี เสียง และอื่นๆ แล้ว ยังมีฟีเจอร์ในตัวที่ช่วยลดความซับซ้อนในการแก้ไขฟุตเทจ green screenได้ ส่วนใหญ่จะทำให้การลบหน้าจอสีเขียวเป็นไปโดยอัตโนมัติ และคุณยังสามารถปรับแต่งพื้นผิวฉากได้อย่างง่ายดาย Adobe Premiere Pro ช่วยแก้ไขวิดีโอพื้นหลังสีเขียวผ่านเครื่องมือ Ultra-Key โดยมีขั้นตอน ดังนี้

  • ลากและวางฟุตเทจไปยังหน้าไทม์ไลน์ แล้ววางฟุตเทจฉากพื้นหลังสีเขียวไว้ด้านบน
  • ค้นหาเครื่องมือ Ultra-Key ในแผงเอฟเฟกต์แล้วลากไปที่คลิป
  • ไปที่แผงควบคุมเอฟเฟกต์ เลือกตัวเลือกสี แล้วคลิกบนฉากหลังสีเขียว คุณจะสังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวิดีโอของคุณ
  • เปลี่ยนเอาต์พุตจาก Composite เป็น Alpha Channel เครื่องมือนี้จะแสดงพื้นหลังที่เหลือที่คุณต้องนำออก
  • ใช้เครื่องมือ Matte Generation เพื่อปรับการตั้งค่าจนกว่าคุณจะลบพื้นหลังออกจนหมด
  • สุดท้าย ทำให้พื้นหลังของคุณดูเหมือนเป็นส่วนที่ไร้รอยต่อด้วยการเพิ่มเอฟเฟกต์ เช่น การเบลอหรือการไล่สี จากนั้น Render Timeline ของคุณ เพื่อให้เห็นว่าวิดีโอเล่นด้วยความเร็วเต็มที่

เทคนิคการใช้ green screen อย่างมืออาชีพ

ก่อนจะไปดูเทคนิคการใช้ Backdrops สีเขียวในการถ่ายวิดีโอ เรามาทำความรู้จักกับ green screen กันก่อนเลย ยิ่งคุณได้เข้าใจถึงประโยชน์และข้อจำกัดของมันมากเท่าไร คุณก็จะตั้งค่าการถ่ายทำและได้ฟุตเทจที่ดีที่สุด สำหรับการผลิตขั้นตอนต่อไปได้ง่ายขึ้น

การถ่ายภาพด้วยฉากสีเขียวเริ่มต้นด้วยการตั้งค่าพื้นหลังผ้าหรือทาสีผนังด้วยเฉดสีเขียวโดยเฉพาะ และใช้โปรแกรมการตัดต่อวิดีโอหลังขั้นตอนการผลิต ผู้สร้างภาพยนตร์มักใช้สีเขียว เนื่องจากสีนี้ตัดกับสีผิวของมนุษย์ได้อย่างชันเจน หลังจากที่เรารู้แล้วว่า green screen คืออะไรต่อไปเรามาดูเทคนิคการใช้ green screen อย่างมืออาชีพกันเลยค่ะ

  • ค้นหา green screen ที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายวิดีโอของคุณ : ควรเลือกผ้าสีเขียวที่ไร้รอยยับ เนื่องจากรอยยับและตะเข็บอาจทำให้เกิดเงาที่รบกวนความสม่ำเสมอของสีได้ คุณจะต้องยืดผ้าบนเฟรมหรืออบไอน้ำเพื่อขจัดรอยยับ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าระหว่างการถ่ายวิดีโอผ้าจะต้องไม่ย่น นอกจากผ้าแล้วคุณยังสามารถใช้กระดาษสีเขียวที่ไม่มีรอยต่อ ไร้ตะเข็บไม่แพงมากได้ แต่ต้องดูแลและรักษาความสะอาดให้ดีด้วย
  • แสงสว่าง : แสงสว่างเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดเมื่อใช้ฉากหลังสีเขียว การสร้างแสงที่สม่ำเสมอทั่วทั้งพื้นผิวฉากสีเขียว เพื่อแยกระหว่างนักแสดงและพื้นหลัง ตามหลักการแล้วฉากสีเขียว ควรมีความสว่างระหว่าง 40% ถึง 50% หากคุณต้องการแน่ใจว่าคุณจัดแสงหน้าจออย่างถูกต้อง คุณสามารถใช้ตัวตรวจสอบรูปคลื่นได้ ความโค้งของรูปคลื่นจะแสดงให้คุณเห็นว่าแสงของคุณไม่สม่ำเสมอ และความหลากหลายของแสงกับแบ็คกราวด์จะทำให้วัตถุดูกลมกลืนสมจริงยิ่งขึ้น
  • การตั้งค่ากล้องที่เหมาะสมตามเนื้อผ้า : ความตั้งค่ารับแสงที่ f/5.6 ถึง f/8 จะให้ระยะชัดลึกที่ดี พื้นหลังจะเบลอพอที่จะทำให้พื้นผิวที่ขัดแย้งกับวิดีโอของคุณดูเรียบขึ้น
  • ควรหลีกเลี่ยงการเสื้อผ้าสีเขียว : ให้หลีกเลี่ยงการใช้สีเขียวบนอุปกรณ์ประกอบฉาก หรือบนตัวนักแสดง หลีกเลี่ยงสีอื่นๆ ที่มีโทนสีเขียวเล็กน้อยด้วย นอกจากนี้ ให้ระวังแสงสะท้อนสีเขียวบนอุปกรณ์ประกอบฉากและองค์ประกอบอื่นๆ

สนับสนุนโดย: ไฮโลไทย แทงไฮโลไทย เว็บตรง ได้เงินจริง ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ HILO-88

Categories
มือใหม่

วิธีเริ่มต้นใช้งาน Sony Vegas Pro 15 สำหรับนักตัดต่อวีดีโอมือใหม่

นักตัดต่อวิดีโอมืออาชีพหลายคนคงจะเคยใช้งานหรือเคยได้ยินชื่อโปรแกรม Sony Vegas Pro 15 กันใช่ไหมคะ? ซึ่งโปรแกรมนี้มีคุณสมบัติที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับนักตัดต่อมืออาชีพและมือใหม่ บนแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์นี้มีตัวเลือกการตัดต่อวิดีโอที่น่าสนใจมากมาย พร้อมกับปลั๊กอินเพิ่มเติม (โปรแกรมเสริม) ที่ช่วยให้คุณตัดต่อวิดีโอได้อย่างมืออาชีพ

Sony Vegas เป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากโปรแกรมไม่ค่อยหนักเครื่องคอมพิวเตอร์มาก และยังใช้งานง่าย มาพร้อมกับเครื่องมือคำสั่งที่ครอบคลุม ช่วยให้คุณตัดต่อวิดีโอได้อย่างสร้างสรรค์ ทำให้วิดีโอของคุณดูโดดเด่น อีกทั้งคุณยังสามารถเลือกตั้งค่าล่วงหน้าสำหรับการส่งออกที่หลากหลาย รวมถึงวิดีโอ YouTube HD

สำหรับนักตัดต่อวีดีโอที่ยังใหม่กับโปรแกรม Sony Vegas Pro 15 อาจพบปัญหาการใช้งานใช้ช่วงแรก ๆ และหากต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการตัดต่อวิดีโอบนแพลตฟอร์มนี้ ข้อมูลของบทความนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคุณ

วิธีเริ่มต้นใช้งาน Sony Vegas Pro 15 ครั้งแรก

Sony Vegas Pro เป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่ใช้พลังของปัญญาประดิษฐ์ที่จะนำคุณก้าวเข้าไปสู่การผลิตวิดีโอที่โดดเด่น พร้อมการใช้งานที่ง่ายด้วยอินเทอร์เฟซที่ยืดหยุ่นสำหรับผู้ใช้ มีการจัดการสื่อที่ครอบคลุม และการตัดต่อเสียงขั้นสูง เหมาะกับงานจริงจังระดับมืออาชีพ รองรับไฟล์วิดีโอความละเอียดสูง พร้อมเติมเต็มให้กระแสความคิดสร้างสรรค์ของคุณเพิ่มพูนขึ้น ในปัจจุบัน Vegas Pro 15 สามารถช่วยให้คุณแก้ไขวิดีโอ 360° ได้ด้วยการนำเสนอเทมเพลต 360° ที่หลากหลาย ให้คุณสามารถสร้างประสบการณ์การรับชมวิดีโอที่สมจริงมากยิ่งขึ้น หลังจากที่คุณตรวจสอบแล้วว่าอุปกรณ์ของคุณสามารถรองรับการใช้งานโปรแกรม Sony Vegas Pro 15 ต่อมาเรามาเรียนรู้วิธีเริ่มต้นใช้งาน Sony Vegas Pro 15 กันเลยค่ะ

การนำเข้าคลิปวิดีโอ

ก่อนอื่นเข้าโปรแกรม Sony Vegas Pro 15 แล้วให้ไปที่ตัวเลือกไฟล์จากมุมบนซ้ายของหน้าจอ จากนั้นทำตามขั้นตอนดังนี้

  • กดตัวเลือกการนำเข้า จากเมนูแบบเลื่อนลง
  • เมนูด้านข้างจะปรากฏขึ้นทันทีที่คุณต้องเลือกตัวเลือกสื่อ ในไม่ช้าจะเปิดเบราว์เซอร์ไฟล์ให้คุณเลือกไฟล์ที่คุณต้องการตัดต่อ
  • เมื่อคุณกดปุ่มตกลงบนหน้าต่างเบราว์เซอร์ ภายในไม่กี่วินาทีไฟล์ของคุณจะปรากฏบนหน้าจอผ่านแท็บเครื่องมือ และตอนนี้คุณสามารถลากคลิปไปยังไทม์ไลน์เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมได้อย่างง่ายดาย

หน้าต่างไทม์ไลน์

หน้าต่างไทม์ไลน์ของโปรแกรม Sony Vegas Pro 15 จะประกอบไปด้วยแทร็กเสียงและวิดีโอทั้งหมดที่คุณอาจต้องใช้ในการตัดต่อแก้ไขเพิ่มเติม ในการเลือกนี้ คลิปเสียงจะมีเพลงและเอฟเฟกต์เสียงอื่น ๆ ในขณะที่ส่วนของแทร็กวิดีโอจะมีข้อความ วิดีโอ และรูปภาพ ผู้ใช้ยังสามารถใช้ตัวเลือกเพิ่มแทร็กวิดีโอเพื่อเพิ่มพื้นที่ไทม์ไลน์เพิมเติมได้ตามความต้องการ

การใส่เอฟเฟกต์

เมื่อเนื้อหาที่มีอยู่ในหน้าต่างไทม์ไลน์ของคุณสามารถแก้ไขได้ ผู้ใช้สามารถทำให้วิดีโอโดดเด่นและน่าสนใจได้ด้วยการใส่เอฟเฟกต์พิเศษต่าง ๆ โดยสามารถทำตามขั้นตอนดังนี้

  • หากต้องการเพิ่มเอฟเฟกต์ ให้กดตัวเลือกเอฟเฟกต์จากแท็บทางด้านซ้ายของหน้าจอ
  • เลือกเอฟเฟกต์ที่ต้องการจากเมนูเอฟเฟกต์
  • คลิกแล้วลากเอฟเฟกต์ของคุณไปยังคลิปวิดีโอที่มีอยู่ในหน้าไทม์ไลน์ คุณต้องการใส่เอฟเฟกต์ นอกจากนี้คุณยังสมารถแก้ไขอัตราส่วนเอฟเฟกต์ได้
  • เมื่อคุณปรับเอฟเฟกต์ของคุณให้เข้ากับวิดีโอแล้ว ให้ปิดตัวแก้ไขและเอฟเฟกต์จะทำงาน

การใช้ Masking

โปรแกรม Sony Vegas Pro 15 จะมีเครื่องมืออเนกประสงค์ Masking ที่ใช้สำหรับตัดวัตถุต่างๆ จากคลิปวิดีโอ โดยไม่ต้องใช้ฉากสีเขียว โดยสามารถทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ก่อนอื่นให้คลิกขวาที่ไฟล์วิดีโอที่คุณต้องการใช้ Masking
  • เลือกเมนู “Event Pan/crop”
  • เลือกช่องทำเครื่องหมายเป็น “Mask”
  • แถบเครื่องมือสำหรับการ Masking จะปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
  • กดที่เครื่องมือ creation tool and use สำหรับการเลือกจุดที่คุณต้องการตัดออก
  • เมื่อการเชื่อมต่อของจุดยึดถูกสร้างขึ้น โปรแกรมจะตรวจจับวัตถุนั้นเอง และคุณสามารถจัดการมันได้ตามต้องการ
  • ย้ายวัตถุที่เลือกนั้นไปยังตำแหน่งที่ต้องการและเมื่อพอดีแล้วให้กด Apply

การส่งออกไฟล์วิดีโอ

เมื่อคุณทำการตัดต่อวิดีโอเสร็จแล้ว คุณสามารถส่งออกไฟล์ได้ง่าย ๆ เพื่อให้สามารถอัปโหลดไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ โดยสามารถทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ให้เลือกเมนูไฟล์จากมุมบนซ้ายของหน้าจอ
  • เลือกตัวเลือกส่งออกและจะปรากฏหน้าต่างเมนูตัวเลือก
  • เลือกรูปแบบไฟล์วิดีโอที่ต้องการสำหรับการอัปโหลดวิดีโอของคุณ
  • เพียงแค่นี้วิดีโอของคุณก็พร้อมสำหรับการดูบนเดสก์ท็อปและการอัปโหลดแล้ว

โปรแกรม Vegas Pro 15 ฟรีหรือไม่?

หลายคนถามว่า Sony Vegas Pro 15 ฟรีไหม? จริง ๆ คุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม Vegas Pro 15 ได้ฟรี แต่คุณต้องเสียเงินจ่าย ประมาณ 7,932 บาท สำหรับการเข้าใช้ง่ายพร้อมใบอนุญาตตลอดชีพ ก่อนดาวน์โหลดคุณต้องเข้าใจข้อกำหนดของระบบเพื่อตรวจสอบว่าอุปกรณ์ของคุณพร้อมใช้งานหรือไม่ โดยโปรแกรม Sony Vegas Pro 15 สนับสนุนการใช้งานบน Windows 10, 8, 7 (64 บิต) แต่ไม่สามารถใช้ได้บน Mac ที่มีโปรเซสเซอร์ขั้นต่ำ 4 คอร์ 5 GHz และ RAM ขั้นต่ำ 8 GB GPU ที่รองรับได้แก่ NVIDIA, AMD/ATI และ Intel

ufabet เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์ ผู้ให้บริการ คาสิโนออนไลน์ ที่ดีที่สุด

Categories
เสียง

เคล็ดลับเริ่มต้นการเป็นโปรดิวเซอร์เพลงที่คนทำเพลงไม่ควรพลาด

หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ใฝ่ฝันอยากจะทำเพลง หรืออยากประกอบอาชีพโปรดิวเซอร์เพลง คุณควรจะมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเพลงเสียก่อน ซึ่งคำแนะนำที่ดีที่สุดมักจะมาจากผู้ที่เคยประสบความสำเร็จจากการทำเพลงมาแล้วไม่ว่าจะเป็นศิลปิน โปรดิวเซอร์ และดีเจที่โด่งดังที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งในประเทศไทยมีโปรดิวเซอร์เก่ง ๆ มากมาย เช่น เอ้ BOTCASH, Prod. By NINO เป็นต้น หากคุณได้เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของโปรดิวเซอร์ที่ชื่นชอบ คุณอาจรู้สึกประหลาดใจที่คำแนะนำเหล่านั้นฟังดูทั่วไป แต่ในท้ายที่สุดแล้วมันจะมีผลเชิงบวกในการผลิตเพลงของคุณในอนาคต รวมถึงเพิ่มความมั่นใจของคุณในฐานะโปรดิวเซอร์เพลงแน่นอน

การผลิตเพลงเป็นการแสดงออกถึงความคิดที่สร้างสรรค์ และแสดงออกถึงความเป็นตัวคุณ ใครที่กำลังอยากที่จะเริ่มต้นผลิตเพลงเป็นของตัวเองต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการผลิตเพลงให้ดี ซึ่งการเรียนรู้การผลิตเพลงไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณมีเป้าหมายที่ชัดเจนในสิ่งที่คุณต้องการ และรู้จักที่จะเรียนรู้วิธีการทำเพลง รวมถึงซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบทความนี้จะแนะนำเคล็ดลับเริ่มต้นง่าย ๆ สำหรับคนที่อยากประกอบอาชีพโปรดิวเซอร์เพลง

เคล็ดลับเริ่มต้นเป็นโปรดิวเซอร์เพลงอย่างมืออาชีพ

ตำแหน่งในอุตสาหกรรมดนตรีที่ขาดไม่ได้เลย นั่นคือ โปรดิวเซอร์เพลง หากขาดพวกเขาเหล่านี้แน่นอนเลยว่าเราจะไม่มีเพลงที่ยอดเยี่ยมฟังเหมือนทุก ๆ วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงไทย หรือเพลงต่างประเทศ ล้วนต้องมีโปรดิวเซอร์ที่ควบคุมการผลิตเพลงตั้งแต่ควบคุมการบันทึกเสียง ให้คำแนะนำและแนวทางกับนักดนตรี จัดการและวางแผนงานการผลิตทั้งค่าใช้จ่ายและทรัพยากร ดูแลจัดการการบันทึกเสียง การผสมเสียงและขั้นตอนการการทำต้นฉบับ ซึ่งอาชีพนี้เป็นอาชีพในฝันของใครหลาย ๆ คน สำหรับเคล็ดลับเริ่มต้นง่าย ๆ สู่การเป็นโปรดิวเซอร์เพลงมืออาชีพ มีดังนี้

เรียนรู้โปรแกรมที่ช่วยในการผลิตเพลง DAW

สิ่งที่คนเริ่มต้นโปรดิวเซอร์เพลงต้องมีเลยก็คือ คอมพิวเตอร์และเวิร์กสเตชันเสียงดิจิทัล (DAW) ซึ่ง DAW เป็นซอฟต์แวร์ประเภทหนึ่งที่ใช้ในการผลิตเพลง มีความสามารถในการบันทึก และการผลิตมิกซ์เสียง อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือบันทึกเสียงสำหรับสตูดิโอบันทึกเสียงแบบอนาล็อก

เพลงที่คุณเคยได้ยินอาจฟังดูซับซ้อน แต่ทุกเพลงสามารถแบ่งออกเป็นองค์ประกอบต่างๆ ได้ ซึ่งแนวคิดนี้แสดงให้เห็นได้ง่ายที่สุดโดยดูการแสดงเพลงอะคูสติกสด เช่น “Muscle Memory” by Lights คุณสามารถบันทึกได้โดยใช้สองแทร็กภายใน DAW นั่นคือ อันหนึ่งสำหรับเสียงร้อง และอีกอันสำหรับกีตาร์

เห็นได้ชัดว่าเพลงถูกสร้างขึ้นโดยการซ้อนเสียงต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่การจะทำเช่นนี้ได้คุณต้องมี DAW เพื่อใช้รับข้อมูลทางเทคนิคสำหรับการผลิตเพลง คุณควรเลือกใช้ DAW เวอร์ชันที่คุณสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายที่สุด ซึ่ง DAW ทุกเวอร์ชันจะช่วยให้คุณทำสิ่งเดียวกันได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้นการเรียนรู้การใช้งาน DAW ทั้งภายในและภายนอกจึงเป็นสิ่งจำเป็น

การเริ่มต้นเขียนเพลงแรกของคุณ

นักโปรดิวเซอร์เพลงหลายคนแนะนำให้สร้างเพลงแรกโดยการใช้ลูปทั้งหมด ซึ่งลูปคือไฟล์เสียงที่มีเสียงหลายเสียงที่จะเล่นซ้ำกันเมื่อเล่นซ้ำ แนวคิดในที่นี้จะทำให้เกิดความคุ้นเคยกับการจัดโครงสร้างเพลงเป็นส่วนต่าง ๆ ยกตัวอย่างในเพลง EDM มักจะมีโครงสร้างของเพลงที่ประกอบด้วย intro, breakdown, buildup, drop, interlude, breakdown, buildup, drop, outro การฝึกเรียงลูปก่อให้เกิดวิวัฒนาการ เมื่อเข้าใกล้กระบวนการผลิตเพลง คุณจะไม่พลาดรายละเอียดเล็ก ๆ นี้

การเรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีดนตรี

นักโปรดิวเซอร์เพลงที่ดีควรรู้จักการศึกษาแนวปฏิบัติและความเป็นไปได้ของดนตรี เพราะมันเกี่ยวข้องกับวิธีการและแนวความคิดที่ผู้แต่งเพลงส่วนใหญ่ใช้ในการสร้างเพลง ซึ่งทฤษฎีดนตรีเป็นสิ่งที่คุณสามารถเรียนรู้ต่อไปได้ตลอดชีวิต และมีทฤษฎีดนตรีพื้นฐานที่จะช่วยให้คุณเขียนเพลงได้ เพลงส่วนใหญ่ที่คุณได้ยินนั้นค่อนข้างง่ายถ้ามองจากมุมมองทางทฤษฎีดนตรี เราแนะนำให้ลองอ่านหนังสือ Music Theory for Computer Musicians โดย Michael Hewitt มันจะช่วยให้คุณเข้าสู่ทฤษฎีดนตรีตั้งแต่เริ่มต้น

การเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบเสียงและการผสมเสียง

นักโปรดิวเซอร์เพลงมืออาชีพต้องมีความรู้เกี่ยวกับการออกแบบเสียงและการผสมเสียง เพราะถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญสำหรับการผลิตเพลง การออกแบบเสียงเป็นศิลปะและแนวปฏิบัติในการสร้างแทร็กเสียงสำหรับความต้องการที่หลากหลายทั้งการบันทึกและสังเคราะห์เสียงเพื่อใช้ในเพลง โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และวิดีโอเกม ส่วนการผสมเสียงเมื่อคุณเขียนเพลงสองสามเพลงแล้ว คุณจะรู้ว่าถึงแม้การเรียบเรียงจะดี แต่เพลงก็ยังเหมือนขาดอะไรไป ดังนั้นการเรียนรู้การผสมเสียงจะช่วยให้คุณ Mix & Mastering เพลงได้ดีขึ้น ซึ่ง Mix เป็นการกระบวนการของการรวมองค์ประกอบต่างๆ ของเพลงเข้าด้วยกัน และMastering เป็นขั้นตอนรวบรวมเพลงทุกเพลงในหนึ่งอัลบั้มเเละนํามันมาทําให้ได้เข้ากันได้ดีที่สุดเพื่อเผยแพร่

Categories
กราฟิก

แต่งรูปให้สวยระดับมืออาชีพด้วย 5 โปรแกรมแต่งรูปฟรี ใช้งานง่าย

นักตัดต่อรูปภาพ และช่างภาพหลายคนคงคุ้นเคยกับโปรแกรมแต่งรูปอย่าง Adobe Lightroom หรือ Photoshop มากกว่าโปรแกรมแต่งรูปทั่วไป แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบโปรแกรมเหล่านั้น เพราะมันมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมใช้งานง่าย แต่บางโปรแกรมอาจจะต้องเสียเงินซื้อเพิ่มเติม ซึ่งมันเป็นสิ่งที่นักตัดต่อรูปภาพ และช่างภาพหลายคนไม่ค่อยชื่นชอบสักเท่าไร

มีผู้คนมากมายต่างต้องการใช้โปรแกรมแต่งรูป เพื่อแก้ไขภาพถ่ายให้สวยงามและโดดเด่น แต่ก็ไม่อยากถูกการเรียกเก็บเงินรายเดือนหรือต้องชำระเงินล่วงหน้า ดังนั้นหลายคนจึงต้องการค้นหาโปรแกรมแต่งรูปฟรี และต้องการโปรแกรมที่มีความสามารถเท่าเทียมกับโปรแกรมเสียเงินในการทำงาน ซึ่งโชคดีที่ปัจจุบันนี้มีโปรแกรมแก้ไขรูปภาพให้เลือกใช้งานมากมายทั้งบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และบนอุปกรณ์มือถือ แถมบางโปรแกรมยังใช้งานง่ายเหมาะสำหรับมือใหม่ และบทความนี้จะพาคุณเข้าไปรู้จักกับ 5 โปรแกรมแต่งรูปฟรีที่มีคุณสมบัติที่น่าทึ่งและใช้งานง่าย ส่วนจะมีโปรแกรมอะไรบ้างนั้น มาติดตามกันเลยค่ะ

5 โปรแกรมแต่งรูปฟรี ด้วยฟังก์ชันการทำงานระดับมืออาชีพ ใช้งานง่าย

ปัจจุบันมีโปรแกรมแต่งรูปฟรีมากมายทั้งบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และบนอุปกรณ์โทรศัพท์ นั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะค้นหาโปรแกรมแต่งรูปฟรีที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยม เพราะโปรแกรมที่มีคุณสมบัติระดับมืออาชีพมักจะต้องถูกการเรียกเก็บเงินรายเดือนหรือต้องชำระเงินล่วงหน้าเท่านั้น และโปรแกรมเวอร์ชัน “ฟรี” มักจะมีระดับการทำงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นวันนี้เราจึงมีได้ค้นหาโปรแกรมแต่งรูปฟรีที่มีฟังก์ชันการทำงานระดับมืออาชีพ ซึ่งมีทั้งหมด 5 โปรแกรม ดังนี้

Fotor

เป็นโปรแกรมแต่งรูปฟรีที่เหมาะสำหรับการแก้ไขรูปภาพอย่างรวดเร็ว ด้วยตัวกรองระดับพรีเมียม การประมวลผลภาพเป็นชุด และตัวเลือกการส่งออกมีความละเอียดสูง พร้อมด้วยฟิลเตอร์ระดับไฮเอนด์ที่ยอดเยี่ยม ตัวอย่างเช่น การปรับแต่งสีแบบวินเทจและสีสันสดใส นอกจากนี้คุณเครื่องมือการใช้งานไม่มีความซับซ้อน รองรับการทำงานบนอุปกรณ์ Windows, macOS, Linux (ในเบราว์เซอร์) แต่มีข้อเสียคือไม่รองรับปลั๊กอิน

Photo Pos Pro

เป็นโปรแกรมที่มีอินเทอร์เฟซอัจฉริยะ โดยเครื่องมือทุกอย่างจัดเรียงอย่างสมเหตุสมผลและสม่ำเสมอ โปรแกรมที่ทั้ง ทั้งเลเยอร์และเลเยอร์มาสก์สำหรับการแก้ไขที่ซับซ้อน รวมถึงเครื่องมือสำหรับปรับส่วนโค้งและระดับการปรับแต่ง แต่น่าเสียดายที่มันส่งออกรูปได้สูงสุด 1,024×1,024 พิกเซลเท่านั้น และรองรับการทำงานแค่บนอุปกรณ์ Windows เท่านั้น

Pixlr X

คือโปรแกรมที่ใช้ HTML5 ซึ่งหมายความว่าสามารถทำงานในเบราว์เซอร์สมัยใหม่ได้ มีคุณสมบัติสามารถเปลี่ยนแปลงสีและความอิ่มตัวของสี ทำให้ภาพคมชัดและเบลอ ใช้เอฟเฟกต์ขอบมืดและเฟรม และรวมภาพหลายภาพเข้าด้วยกันได้ นอกจากนี้ยังมีการรองรับเลเยอร์อีกด้วยที่สำคัญรองรับการทำงานบนอุปกรณ์ Windows, macOS, Linux (ในเบราว์เซอร์)

PhotoScape

โปรแกรมแต่งรูปฟรีที่มีเครื่องมือและฟีเจอร์ที่ค่อนข้างล้ำหน้า มากมายไม่ว่าจะเป็นการแปลงไฟล์ดิบ การแยกและการรวมรูปภาพ ดังนั้นจึงเป็นตัวเลือกที่ดีหากคุณต้องการปรับระดับ เพิ่มความคมชัด หรือเพิ่มฟิลเตอร์อ่อนๆ ให้กับรูปภาพ นอกจากนี้ยังสามารถสร้าง GIF แบบเคลื่อนไหว และมีฟังก์ชันที่คุณสามารถพิมพ์กระดาษแบบมีเส้น กราฟ หรือแผ่นโน้ตเพลงได้ รองรับการทำงานแค่บนอุปกรณ์ Windows เท่านั้น

Adobe Photoshop Express Editor

เป็นโปรแกรมแต่งรูปจากบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์แก้ไขรูปภาพชั้นนำของโลกอย่าง Adobe โปรแกรมนี้มีตัวกรองขั้นสูง แก้ไขรูปภาพออนไลน์ได้ฟรี ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มีเครื่องมือมากมายเท่ากับคู่แข่งบางราย แต่ทุกอย่างก็ได้รับการพัฒนาให้สมบูรณ์แบบต่อการใช้งาน แต่มีข้อเสียเพียงอย่างเดียว คือข้อจำกัดเกี่ยวกับขนาดและประเภทของไฟล์ที่อัปโหลด เนื่องจากรองรับเฉพาะรูปภาพในรูปแบบ JPG ที่ต่ำกว่า 16MB และการขาดการสนับสนุนสำหรับเลเยอร์ รองรับการทำงานบนอุปกรณ์ Windows, macOS, Linux (ในเบราว์เซอร์)

สิ่งที่ต้องพิจารณาในการเลือกโปรแกรมแก้ไขภาพฟรี

สำหรับการเลือกโปรแกรมแต่งรูปฟรี สิ่งแรกที่คุณต้องพิจารณาคือระดับความมั่นใจและประสบการณ์ของคุณ ซึ่งการใช้งานโปรแกรมแต่งรูปคุณต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือขั้นพื้นฐานของการตัดต่อภาพเสียก่อน เช่น วิธีการปรับปรุงสี เครื่องมือออนไลน์แบบง่าย ๆ อาจจะมีคุณสมบัติที่สมบูรณ์แบบ ทำให้คุณมีตัวเลือกมากมาย ที่สำคัญคุณควรพิจารณาด้วยว่าคุณจะใช้งานรูปภาพที่ส่งออกรูปแบบใด (JPG, PNG, TIF, BMP, GIF) ซึ่งโปรแกรมแต่งรูปฟรีส่วนใหญ่มักจะส่งออกได้เฉพาะภาพในรูปแบบ JPG และมีความละเอียดค่อนข้างต่ำเท่านั้น แต่หากคุณต้องการรูปภาพที่มีความละเอียดสูงเราขอแนะนำโปรแกรม Fotor ที่สามารถให้คุณส่งออกรูปภาพในรูปแบบ JPG, PNG และPDF ด้วยความละเอียดสูง

Categories
เทคนิค

5 แอปพลิเคชันสุดเจ๋ง แต่งรูปเท่ ๆ บนมือถือที่คุณไม่ควรพลาด

สำหรับใครที่ชื่นชอบการถ่ายรูป หรือเซลฟี่ด้วยสมาร์ทโฟนของคุณ คุณต้องไม่ควรพลาดที่จะดาวน์โหลดแอปพลิเคชันแต่งรูปเท่ ๆ ติดเครื่องสมาร์ทโฟนของคุณไว้ ซึ่งแอปพลิเคชันเหล่านี้จะพาคุณเข้าไปสัมผัสกับถ่ายภาพที่สวยงาม แลแปลกใหม่ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับรูปภาพนั้น ๆ

เราเชื่อว่าทุกคนต้องมีสมาร์ทโฟนดีๆ ของคุณเองสักเครื่อง และแต่ละเครื่องจะมีกล้องดี ๆ ไว้ใช้ถ่ายรูปและเซลฟี่ แต่เคล็ดลับที่จะช่วยให้ภาพถ่ายของคุณนั้นดูดียิ่งขึ้น จำเป็นต้องใช้แอปพลิเคชันแต่งรูปเข้าช่วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้ อาจจะทำให้ Instagram Facebook หรือแพลตฟอร์มโซเชียลอื่นๆ ของคุณเติบโตขึ้นไปอีกระดับ

นอกจากนี้แอปพลิเคชันแต่งรูปเท่ ๆ บนมือถือยังช่วยให้คุณสามารถแก้ไขภาพถ่ายได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว ไม่ว่าคุณไปเดินทางไปที่ไหนก็สามารถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป พร้อมตัดต่อและตกแต่งรูปภาพได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นหากคุณเป็นคนที่กำลังมองมองแอปพลิเคชันแต่งรูปอยู่ วันนี้ผู้เขียนก็มี 7 แอปพลิเคชันสุดเจ๋ง ไว้แต่งรูปเท่ ๆ สวย ๆ มาแนะนำทุกคน เราเชื่อว่าแอปที่เราคัดเลือกมานี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงรูปภาพของคุณให้ดูมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

5 แอปพลิเคชันแต่งรูปเท่ ๆ บนมือถือที่ควรมีติดไว้

ใครที่อยากเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ หรืออยากลงรูปเท่ ๆ บน Instagram และ Facebook หรือแพลตฟอร์มโซเชียลของคุณ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะรูปถ่ายยังไงให้ภาพออกมาเท่และโดดเด่น เพราะทุกคนต่างมีฟิลเตอร์และเอฟเฟกต์ให้ใช้เหมือน ๆ กัน ทำให้รูปถ่ายของทุกคนจะดูเหมือนกันหมด จึงไม่มีใครที่โดดเด่น แต่ปัญหานี้นี้จะหมดไปด้วยแอปพลิเคชันแต่งรูปเท่ ๆ ที่เราคัดมาในวันนี้ โดยแอปเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถสร้างสรรค์รูปภาพของคุณให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ด้วยฟิลเตอร์ที่มีเอกลักษณ์และโดดเด่น พร้อมเครื่องมือปรับแต่งภาพถ่ายให้สวยงาม ช่วยเรียกจำนวนยอดกดไลค์ให้คุณได้อย่างแน่นอน

Color Pop Effect

เริ่มกันที่แอป Color Pop Effect เป็นอีกหนึ่งแอปแต่งรูปยอดเยี่ยมที่สร้างโดย Kite Games studio เป็นแอปพลิเคชันแต่งรูปเท่ ๆ ที่ใช้แก้ไขสีรูปภาพ โดยแอปนี้ได้นำเสนอคุณสมบัติ Spiral 🌀 & Portrait Maker ที่ทำให้คุณสามารถเลือกใส่เส้นขอบนีออน และเกลียวสีภาพถ่ายขาวดำให้กับรูปภาพของคุณได้ ทำให้รูปภาพของคุณดูดีมีสไตล์ พร้อมด้วย Photo Spiral 🌀 & Portrait ที่น่าทึ่งมากมาย นอกจากนี้แอปนี้ยังสามารถเปลี่ยนสีของเส้นได้ และสามารถเปลี่ยนสีของดวงตาได้อีกด้วย Color Pop Effect สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งระบบ iOS และ Android

Prisma Photo Editor

Prisma เป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชันแต่งรูปเท่ ๆ ที่กำลังมาแรงในตอนนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือแก้ไขรูปภาพที่สามารถสร้างเอฟเฟกต์ให้กับรูปภาพ เปลี่ยนรูปภาพของคุณให้เป็นภาพวาดที่น่าทึ่ง รวมไปถึงแนวอนิเมะ โดยการใช้ฟิลเตอร์ศิลปะของ Prisma จะทำให้รูปภาพของคุณดูราวเหมือนกับว่า Picasso, Munch หรือแม้แต่ Salvador Dali เป็นผู้วาดภาพนั้นให้กับคุณ! ทำให้คุณเปลี่ยนรูปภาพที่ธรรมดาให้กลายเป็นงานศิลปะที่สวยงาม มีฟิลเตอร์ศิลปะให้เลือกใช้มากกว่า 300 แบบในไลบรารี นอกจากนี้ Prisma ยังมีการเปิดตัวอาร์ตฟิลเตอร์ใหม่ทุกวัน พร้อมทั้งสามารถปรับปรุงรายละเอียดของรูปภาพได้ด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพภาพ สามารถดาวน์โหลด Prisma ได้ฟรีทั้งระบบ iOS และ Android

Adobe Photoshop Fix

Adobe Photoshop Fix เป็นอีกหนึ่งแอปที่ผู้เขียนชื่นชอบมาก เพราะแอปนี้มีรูปแบบอินเตอร์เฟสที่ใช้งานง่าย และมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมมากมาย เป็นแอปแก้ไขรูปภาพที่สามารถรีทัชและกู้คืนรูปภาพได้โดยใช้เครื่องมือที่ให้รูปลักษณ์ และโครงสร้างไม่ว่าจะเป็นปรับแต่งแสงสี ความเรียบเนียน และการแก้ไขและปรับแต่งอื่นๆ เพื่อให้คุณได้รูปเท่ ๆ ที่ตรงตามความต้องการ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติที่น่าสนใจ เช่น มาสก์พร่ามัว และอีกมากมาย ที่สำคัญคุณสามารถดาวน์โหลด Adobe Photoshop Fix ได้ฟรีทั้งระบบ iOS และ Android

Snapseed

แอป Snapseed เป็นแอปแก้ไขรูปภาพที่ถูกสร้างขึ้นโดย Google มีคุณสมบัติที่น่าทึ่งมากมาย เพื่อให้คุณได้แต่งรูปเท่ ๆ ด้วยเครื่องมือและตัวกรองที่ใช้แก้ไขและปรับแต่งรูปภาพได้ถึง 29 เครื่องมือ สามารถเปิดไฟล์ JPG และ RAW ได้ ทุกสไตล์การปรับแต่งสามารถปรับแต่งได้ด้วยการควบคุมที่ละเอียดและแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถแต่งฟิลเตอร์ไว้ใช้ล่วงหน้าได้ คุณจะได้รับคุณสมบัติฟรีมากมาย สามารถดาวน์โหลด Snapseed ได้ฟรีทั้งระบบ iOS และ Android

LINE Camera

ปิดท้ายด้วยแอป LINE Camera ที่ถูกสร้างขึ้นโดย LINE ผู้ให้บริการสื่อและการสื่อสารยอดนิยมในเอเชีย เป็นแอปแก้ไขรูปภาพนี้มีเอฟเฟกต์สนุกๆ และสร้างสรรค์มากมาย ไม่ว่าคุณจะอยากได้รูปเท่ ๆ หรือรูปน่ารัก ๆ คุณก็สามารถสร้างสรรค์ได้ในแอปเดียว โดย LINE Camera มีฟิลเตอร์มากกว่า 100 ฟิลเตอร์ ช่วยเพิ่มสไตล์ที่โดดเด่นให้กับภาพถ่ายของคุณ และยังมีสติ๊กเกอร์มากกว่า 5,000 อัน ให้คุณเลือกใส่เพิ่มในรูปภาพ เพื่อเพิ่มความสนุกสนานและน่ารัก สามารถดาวน์โหลด LINE Camera ได้ฟรีทั้งระบบ iOS และ Android